บทความเรื่อง แนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคดโกงในภาคธุรกิจเอกชน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ "คุณธรรม นำธุรกิจ"
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร: 2522 200 หน้า หน้า 23-34.
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ "คุณธรรม นำธุรกิจ"
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร: 2522 200 หน้า หน้า 23-34.
Corruption ซึ่งแปลไทยว่าการทุจริต ประพฤติมิชอบ โกงกินและติดสินบน แพร่หลายเป็นอย่างมากและในแทบทุกวงการในประเทศไทยของเรา ผมจำได้ว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วสมัยผมยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรี มีคำขวัญที่โด่งดังว่า “ช่วยขจัดคอร์รับชั่นให้สิ้น เพื่อแผ่นดินไทยอยู่รอด” บัดนี้คนที่เคยโกงกินเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก็คงหมดอำนาจหรือตายไปเกือบหมดแล้ว แต่คนโกงกินรุ่นใหม่ก็กลับมาสืบทอด “เจตนารมณ์” อย่างไม่ขาดสาย!
การทุจริต ซึ่งเป็นคำไทยที่ต่อไปนี้จะใช้แทนภาษาอังกฤษว่า Corruption นั้นมักพุ่งเป้าไปที่การประพฤติมิชอบในวงราชการ แต่ในบทความนี้ มุ่งชี้ให้เห็นถึงการทุจริตในภาคเอกชน ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับการทุจริตภาครัฐเช่นกัน
การทุจริต ซึ่งเป็นคำไทยที่ต่อไปนี้จะใช้แทนภาษาอังกฤษว่า Corruption นั้นมักพุ่งเป้าไปที่การประพฤติมิชอบในวงราชการ แต่ในบทความนี้ มุ่งชี้ให้เห็นถึงการทุจริตในภาคเอกชน ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับการทุจริตภาครัฐเช่นกัน
อย่างไรจึงเป็นการทุจริต
หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่ชื่อว่า United Nations Development Program (UNDP) ได้จัดทำ Anti-Corruption: Practice Note {1} ขึ้น ใจความสำคัญสรุปได้ว่าการทุจริตนั้นเป็นความล้มเหลวของการบริหารจัดการที่ แสดงถึงการขาดความโปร่งใสและการตรงไปตรงมาและไม่ได้เป็นการปกครองโดยระบบ นิติรัฐที่ถือกฎหมายเป็นหลัก ปรากฏการณ์เช่นนี้ในประเทศไทยของเรา สะท้อนจากอาการ “คนไทยกลัวตำรวจ แต่ไม่กลัวกฎหมาย” ซึ่งต่างจากประเทศตะวันตกอย่างเด่นชัด {2}
UNDP ได้สรุปผลร้ายของการทุจริตหลายประการ ได้แก่:
1. ลดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศ
ผมเคยไปเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงการคลังในประเทศเพื่อนบ้าน 2-3 แห่ง บริษัทขนาดใหญ่ที่จะเข้าไปทำธุรกิจ ต่างต้องเสีย “ค่าต๋ง” ให้กับข้าราชการใหญ่ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม หาไม่ก็จะไมได้รับสัมปทาน เป็นต้น
หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่ชื่อว่า United Nations Development Program (UNDP) ได้จัดทำ Anti-Corruption: Practice Note {1} ขึ้น ใจความสำคัญสรุปได้ว่าการทุจริตนั้นเป็นความล้มเหลวของการบริหารจัดการที่ แสดงถึงการขาดความโปร่งใสและการตรงไปตรงมาและไม่ได้เป็นการปกครองโดยระบบ นิติรัฐที่ถือกฎหมายเป็นหลัก ปรากฏการณ์เช่นนี้ในประเทศไทยของเรา สะท้อนจากอาการ “คนไทยกลัวตำรวจ แต่ไม่กลัวกฎหมาย” ซึ่งต่างจากประเทศตะวันตกอย่างเด่นชัด {2}
UNDP ได้สรุปผลร้ายของการทุจริตหลายประการ ได้แก่:
1. ลดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศ
ผมเคยไปเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงการคลังในประเทศเพื่อนบ้าน 2-3 แห่ง บริษัทขนาดใหญ่ที่จะเข้าไปทำธุรกิจ ต่างต้องเสีย “ค่าต๋ง” ให้กับข้าราชการใหญ่ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม หาไม่ก็จะไมได้รับสัมปทาน เป็นต้น
2. ลดทอนรายได้ของภาครัฐที่จะนำมาเพื่อการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
ทำให้ผู้มีรายได้น้อย ยิ่งยากจนลง ส่งผลเสียต่อประเทศโดยรวม จะเห็นได้ว่า ประเทศในภูมิภาคนี้อาจมีความแตกต่างกันไม่มากนักเมื่อราว 50 ปีก่อน แต่ในขณะนี้แตกต่างกันมาก ประเทศที่มีการทุจริตมาก ย่อมเจริญน้อยกว่าประเทศที่มีการทุจริตน้อย
ทำให้ผู้มีรายได้น้อย ยิ่งยากจนลง ส่งผลเสียต่อประเทศโดยรวม จะเห็นได้ว่า ประเทศในภูมิภาคนี้อาจมีความแตกต่างกันไม่มากนักเมื่อราว 50 ปีก่อน แต่ในขณะนี้แตกต่างกันมาก ประเทศที่มีการทุจริตมาก ย่อมเจริญน้อยกว่าประเทศที่มีการทุจริตน้อย
3. จัดสรรทรัพยากรผิด
ทำให้การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดซึ่งแทนที่จะนำไปพัฒนา ประเทศ กลับนำไปใช้ในวงการอื่นที่อาจมีความจำเป็นน้อยกว่า เช่น ในด้านงบประมาณการทหาร เป็นต้น
ทำให้การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดซึ่งแทนที่จะนำไปพัฒนา ประเทศ กลับนำไปใช้ในวงการอื่นที่อาจมีความจำเป็นน้อยกว่า เช่น ในด้านงบประมาณการทหาร เป็นต้น
4. ทำให้กฎหมายบ้านเมืองขาดความศักดิ์สิทธิ์
ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
5. เป็นการทำลายระบบสิทธิมนุษยชน
สร้างวงจรความชั่วร้ายจากการทุจริต กลุ่มที่อยู่เหนือกฎหมายย่อมกระทำการให้ผู้อื่นเสียสิทธิอันชอบธรรม และส่งผลต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมโดยรวม
สร้างวงจรความชั่วร้ายจากการทุจริต กลุ่มที่อยู่เหนือกฎหมายย่อมกระทำการให้ผู้อื่นเสียสิทธิอันชอบธรรม และส่งผลต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมโดยรวม
การขจัดการทุจริตจึงเป็นภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของ คนไทยทุกคน การร่วมกันขจัดการทุจริตจึงเป็นกุศลกรรมที่ทำแล้วจะเป็นมงคลต่อชีวิตเหนือ กว่าการทำบุญใด ๆ แต่ในความเป็นจริงก็อาจ “โชคร้าย” ถูกทำลายชีวิตและทรัพย์สินได้เช่นกัน
รูปแบบการทุจริตในภาคเอกชน
บางท่านอาจนึกภาพไม่ออกว่าการทุจริตในภาคเอกชนเป็นอย่างไร เพราะส่วนมากเห็นแต่การทุจริตในภาครัฐ รูปแบบการทุจริตในภาคเอกชน มีตั้งแต่การที่ถูกปัจจัยภายนอกบังคับให้ทำการทุจริต เช่น จำเป็นต้องจ่ายเงิน “ใต้โต๊ะ” หาไม่ก็ไม่อาจประกอบธุรกิจได้ (โดยสะดวก) การทุจริตฉ้อโกงโดยผู้บริหารบริษัทนั้นเอง การทุจริตภายในวิสาหกิจซึ่งกระทำโดยพนักงานเอง เป็นต้น
บางท่านอาจนึกภาพไม่ออกว่าการทุจริตในภาคเอกชนเป็นอย่างไร เพราะส่วนมากเห็นแต่การทุจริตในภาครัฐ รูปแบบการทุจริตในภาคเอกชน มีตั้งแต่การที่ถูกปัจจัยภายนอกบังคับให้ทำการทุจริต เช่น จำเป็นต้องจ่ายเงิน “ใต้โต๊ะ” หาไม่ก็ไม่อาจประกอบธุรกิจได้ (โดยสะดวก) การทุจริตฉ้อโกงโดยผู้บริหารบริษัทนั้นเอง การทุจริตภายในวิสาหกิจซึ่งกระทำโดยพนักงานเอง เป็นต้น
1. การทุจริตที่เกิดจากปัจจัยภายนอก
ในที่นี้หมายถึงการที่วิสาหกิจเอกชนจำเป็นต้องติดสินบนเจ้า พนักงานเพื่อให้สามารถทำธุรกิจได้ (โดยสะดวก) หรือโดยไม่ถูกขัดขวาง หน่วงเหนี่ยว ปรากฏการณ์เช่นนี้มีเห็นอยู่ทั่วไปในวงการการรับ-ส่งสินค้าระหว่างประเทศ การขอรับใบอนุญาตต่าง ๆ จากทางราชการ แม้แต่วิสาหกิจชั้นดีที่มีธรรมาภิบาลสูงจากต่างประเทศก็ยังต้องยอมติดสินบน เช่น การเข้าไปทำธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศโลกที่สาม เป็นต้น
ในประเทศตะวันตกที่มีระบบการต่อสู้กับการทุจริตที่ดี ปรากฏว่า ต้นทุนในการเลี่ยงภาษี สูงกว่ามูลค่าของการเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในกรณีประเทศกำลังพัฒนา ต้นทุนในการเลี่ยงภาษีกลับต่ำกว่า จึงทำให้นักธุรกิจยินดีหรือจำเป็นที่จะต้องติดสินบน เพื่อให้การทำธุรกิจเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยถือต้นทุนนี้เป็นต้นทุนปกติหนึ่งของการทำธุรกิจนั่นเอง
ในที่นี้หมายถึงการที่วิสาหกิจเอกชนจำเป็นต้องติดสินบนเจ้า พนักงานเพื่อให้สามารถทำธุรกิจได้ (โดยสะดวก) หรือโดยไม่ถูกขัดขวาง หน่วงเหนี่ยว ปรากฏการณ์เช่นนี้มีเห็นอยู่ทั่วไปในวงการการรับ-ส่งสินค้าระหว่างประเทศ การขอรับใบอนุญาตต่าง ๆ จากทางราชการ แม้แต่วิสาหกิจชั้นดีที่มีธรรมาภิบาลสูงจากต่างประเทศก็ยังต้องยอมติดสินบน เช่น การเข้าไปทำธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศโลกที่สาม เป็นต้น
ในประเทศตะวันตกที่มีระบบการต่อสู้กับการทุจริตที่ดี ปรากฏว่า ต้นทุนในการเลี่ยงภาษี สูงกว่ามูลค่าของการเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในกรณีประเทศกำลังพัฒนา ต้นทุนในการเลี่ยงภาษีกลับต่ำกว่า จึงทำให้นักธุรกิจยินดีหรือจำเป็นที่จะต้องติดสินบน เพื่อให้การทำธุรกิจเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยถือต้นทุนนี้เป็นต้นทุนปกติหนึ่งของการทำธุรกิจนั่นเอง
2. การตั้งใจฉ้อโกงโดยเจ้าของวิสาหกิจ
กรณีนี้ถือเป็นการมุ่งกระทำอาชญากรรมโดยโจ่งแจ้ง ได้แก่ การตั้งวงธุรกิจแชร์ลูกโซ่ หรืออาชญากรรมเศรษฐกิจผ่านการขายสินค้าด้วยระบบขายตรงบางรายการ เป็นต้น กรณีนี้ถือเป็นการฉ้อโกงลูกค้าหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น สมควรที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
เมื่อเร็ว ๆ นี้พนักงานผู้ช่วยเลขานุการของผมคนหนึ่ง ยินดีลาออกจากงานเพื่อไปสมัครงานในบริษัทใหม่ซึ่งเป็นของเพื่อนและจ่ายเงิน เดือนมากกว่าผมถึง 40% ผมก็ยินดีให้ลาออกไป แต่พนักงานผู้นี้ทำงานได้เพียงเดือนเศษ ๆ ก็ลาออกเพราะพบว่า บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่เข้าข่าย “ต้มตุ๋น” ประชาชน ในระหว่างทำงาน ก็ทำด้วยความไม่สบายใจ เพราะมีผู้รักษากฎหมายเข้ามาตรวจและจับกุมผู้บริหารบริษัทบ่อยครั้ง แต่ผู้บริหารก็ไม่ได้ถูกจับไป ซึ่งก็คงเป็นเพราะได้ติดสินบนเจ้าพนักงานนั่นเอง
กรณีนี้ถือเป็นการมุ่งกระทำอาชญากรรมโดยโจ่งแจ้ง ได้แก่ การตั้งวงธุรกิจแชร์ลูกโซ่ หรืออาชญากรรมเศรษฐกิจผ่านการขายสินค้าด้วยระบบขายตรงบางรายการ เป็นต้น กรณีนี้ถือเป็นการฉ้อโกงลูกค้าหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น สมควรที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
เมื่อเร็ว ๆ นี้พนักงานผู้ช่วยเลขานุการของผมคนหนึ่ง ยินดีลาออกจากงานเพื่อไปสมัครงานในบริษัทใหม่ซึ่งเป็นของเพื่อนและจ่ายเงิน เดือนมากกว่าผมถึง 40% ผมก็ยินดีให้ลาออกไป แต่พนักงานผู้นี้ทำงานได้เพียงเดือนเศษ ๆ ก็ลาออกเพราะพบว่า บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่เข้าข่าย “ต้มตุ๋น” ประชาชน ในระหว่างทำงาน ก็ทำด้วยความไม่สบายใจ เพราะมีผู้รักษากฎหมายเข้ามาตรวจและจับกุมผู้บริหารบริษัทบ่อยครั้ง แต่ผู้บริหารก็ไม่ได้ถูกจับไป ซึ่งก็คงเป็นเพราะได้ติดสินบนเจ้าพนักงานนั่นเอง
3. การทุจริตของผู้บริหาร-พนักงาน
ผมเป็นกรรมการที่ปรึกษาของสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาหลายสมัย ทราบจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องว่า การทุจริตในวงการสถาบันการเงินนั้น ส่วนมากมาจากการทุจริตจากบุคคลภายใน เช่น โดยผู้บริหารหรือพนักงาน ไม่ใช่การโกงจากลูกค้าภายนอก เช่น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การทุจริตจากภายในนี้ เป็นการทุจริตที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ โปรดดูพาดหัวข่าวเฉพาะในวงการสถาบันการเงินที่มีระบบตรวจสอบที่ดีที่สุดแล้ว ยังมีข่าวออกบ่อย ๆ ดังต่อไปนี้:
ผมเป็นกรรมการที่ปรึกษาของสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาหลายสมัย ทราบจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องว่า การทุจริตในวงการสถาบันการเงินนั้น ส่วนมากมาจากการทุจริตจากบุคคลภายใน เช่น โดยผู้บริหารหรือพนักงาน ไม่ใช่การโกงจากลูกค้าภายนอก เช่น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การทุจริตจากภายในนี้ เป็นการทุจริตที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ โปรดดูพาดหัวข่าวเฉพาะในวงการสถาบันการเงินที่มีระบบตรวจสอบที่ดีที่สุดแล้ว ยังมีข่าวออกบ่อย ๆ ดังต่อไปนี้:
- แจ้งจับผู้ช่วยผจก.แบงก์ธนชาตโกง 17 ล. (คมชัดลึก: 3 เมษายน 2552)
- จำคุกเกริกเกียรติ 20ปีชดใช้บีบีซี 1.5พันล. (กรุงเทพธุรกิจ: 11 มีนาคม 2552)
- ศาลสั่งจำคุกสาวแบงก์ 492 ปี ฐานโกงเงินลูกค้ากว่า 65 ล้านบาท (โพสต์ทูเดย์ 27 กันยายน 2551)
- ผช.ผจก.สาวแบงก์ โกง200ล.ตร.ประกาศจับทั่วปท. (ข่าวสด: 6 พฤษภาคม 2550)
- พนักงานธ.กรุงเทพ โกงเงินลูกค้าเกือบ 3 ล้านบาท (28 กันยายน 2550)
- รวบหนุ่มแบงก์ โกง 45 ล. ติดหวยงอมแงม (ไทยรัฐ: 26 พฤศจิกายน 2548)
- สาวแบงก์ทหารไทยโกงเงินลูกค้า 13 ล.นานกว่า 3 ปี (ข่าวสด: 25 กุมภาพันธ์ ไม่ทราบปี)
4. การรับประโยชน์ที่มิควรได้
ประโยชน์ที่มิควรได้ประกอบด้วย การ “กินตามน้ำ” ในกระบวนการจัดซื้อของวิสาหกิจ ซึ่งมักมีความไม่โปรงใสต่าง ๆ ทั้งนี้รวมไปถึงการรับประโยชน์ทางอ้อมต่าง ๆ อันได้แก่ ใบหุ้น หรือการได้รับการอำนวยความสะดวกในการจับจ่ายหรือการรื่นรมย์ต่าง ๆ เช่น การเข้าแหล่งบันเทิงต่าง ๆ เป็นต้น
ผู้บริหารของวิสาหกิจขนาดใหญ่โดยเฉพาะที่เป็นบริษัทมหาชนนั้น ทำการผูกขาดตัดตอนบริการเสริมต่าง ๆ เช่น ในกรณีสถาบันการเงิน ผู้บริหารนั้น ๆ อาจตั้งบริษัทขนเงิน บริษัทยาม บริษัทประเมินค่าทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อให้บริการแก่สถาบันการเงินของตนเอง การนี้ย่อมทำให้สถาบันการเงินไม่ได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ เนื่องจากขาดการแข่งขันเสรีจนได้รับบริการที่ดีที่สุด ณ ราคาที่ถูกที่สุด ทำให้ผู้ถือหุ้นทั้งหลายได้รับความเสียหาย
ประโยชน์ที่มิควรได้ประกอบด้วย การ “กินตามน้ำ” ในกระบวนการจัดซื้อของวิสาหกิจ ซึ่งมักมีความไม่โปรงใสต่าง ๆ ทั้งนี้รวมไปถึงการรับประโยชน์ทางอ้อมต่าง ๆ อันได้แก่ ใบหุ้น หรือการได้รับการอำนวยความสะดวกในการจับจ่ายหรือการรื่นรมย์ต่าง ๆ เช่น การเข้าแหล่งบันเทิงต่าง ๆ เป็นต้น
ผู้บริหารของวิสาหกิจขนาดใหญ่โดยเฉพาะที่เป็นบริษัทมหาชนนั้น ทำการผูกขาดตัดตอนบริการเสริมต่าง ๆ เช่น ในกรณีสถาบันการเงิน ผู้บริหารนั้น ๆ อาจตั้งบริษัทขนเงิน บริษัทยาม บริษัทประเมินค่าทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อให้บริการแก่สถาบันการเงินของตนเอง การนี้ย่อมทำให้สถาบันการเงินไม่ได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ เนื่องจากขาดการแข่งขันเสรีจนได้รับบริการที่ดีที่สุด ณ ราคาที่ถูกที่สุด ทำให้ผู้ถือหุ้นทั้งหลายได้รับความเสียหาย
5. สวัสดิการที่สูงเกินควร
วิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งโดยเฉพาะบริษัทมหาชน จ่ายสวัสดิการที่สูงเกินจริง เช่น ในวงการสายการบิน สายการบินที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกบางแห่ง ให้อดีตพนักงานสามารถซื้อตั๋วเดินทางในอัตราราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท ในขณะที่ผู้ใช้บริการทั่วไปต้องเสียค่าบริการหลายหมื่นบาท เป็นต้น
อาจกล่าวได้ว่า พนักงานของวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งมีประสิทธิภาพการทำงานที่ต่ำ ทำงานอยู่ในลักษณะเสมือน “ทาก” “กาฝาก” หรือ “พยาธิ” ที่เกาะกินวิสาหกิจขนาดใหญ่ ในบางหน่วยงานอาจสามารถ “ดุน” พนักงานเหล่านี้ออกได้จำนวนมาก และหากพนักงานเหล่านี้ออกไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะหางานทำได้ในตลาดแรงงานทั่วไป เพราะคงมีคุณภาพต่ำเกินกว่าจะหางานตามอัตราเงินเดือนที่ได้รับอยู่ใน วิสาหกิจปัจจุบัน
วิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งโดยเฉพาะบริษัทมหาชน จ่ายสวัสดิการที่สูงเกินจริง เช่น ในวงการสายการบิน สายการบินที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกบางแห่ง ให้อดีตพนักงานสามารถซื้อตั๋วเดินทางในอัตราราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท ในขณะที่ผู้ใช้บริการทั่วไปต้องเสียค่าบริการหลายหมื่นบาท เป็นต้น
อาจกล่าวได้ว่า พนักงานของวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งมีประสิทธิภาพการทำงานที่ต่ำ ทำงานอยู่ในลักษณะเสมือน “ทาก” “กาฝาก” หรือ “พยาธิ” ที่เกาะกินวิสาหกิจขนาดใหญ่ ในบางหน่วยงานอาจสามารถ “ดุน” พนักงานเหล่านี้ออกได้จำนวนมาก และหากพนักงานเหล่านี้ออกไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะหางานทำได้ในตลาดแรงงานทั่วไป เพราะคงมีคุณภาพต่ำเกินกว่าจะหางานตามอัตราเงินเดือนที่ได้รับอยู่ใน วิสาหกิจปัจจุบัน
อาจกล่าวได้ว่ารูปแบบของการทุจริต ซึ่งสรุปจากกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ค มีดังนี้:
- กลโกงในการประมูล
- การ “ฮั้ว” ประมูล
- การโกงในเรื่องสัญญา
- การโกงในระบบการตรวจสอบ
- การโกงในการจัดซื้อ - ต้นทุนสินค้า/บริการ
- การติดสินบน
- การโกงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าเดินทาง
- การขโมยและการยักยอกทรัพย์ขององค์กร
ความคาดหวังของสังคม
ความคาดหวังของสังคมต่อการไม่ทุจริตของวิสาหกิจต่าง ๆ นั้น สามารถเข้าใจได้ ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม (SMEs: Small and Medium Enterprises) ล้วนต้องไม่กระทำการทุจริต ดังนี้:
ความคาดหวังของสังคมต่อการไม่ทุจริตของวิสาหกิจต่าง ๆ นั้น สามารถเข้าใจได้ ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม (SMEs: Small and Medium Enterprises) ล้วนต้องไม่กระทำการทุจริต ดังนี้:
1. ธุรกิจ SMEs
หลายท่านคงเคยได้ยินว่า แม่ค้าขายขนมจีน เอากระดาษทิชชูมาผสมในน้ำยา นัยว่าเพื่อลดต้นทุนให้ขายได้ราคาถูก ช่วยให้ขายได้ดีขึ้น หรือใส่ผงชูรสมากมายเพียงเพื่อให้คนติดใจในรสชาติโดยขาดความรับผิดชอบ หรือนำอาหารที่เสื่อมคุณภาพมาขายจนกระทั่งเด็กนักเรียนกินแล้วอาเจียนกัน ทั้งโรงเรียน เป็นต้น
ในธุรกิจไม่ว่าระดับ SMEs หรือธุรกิจขนาดใหญ่ มีคติชั่วร้ายอยู่อย่างหนึ่งก็คือ “ด้านได้-อายอด” กล่าวคือ ทำอะไรก็ได้ที่ขอเพียงให้ได้ผลตอบแทนงดงามในวันนี้โดยไม่รับผิดชอบ การทำธุรกิจเช่นนี้ย่อมไม่ยั่งยืนและยังเสี่ยงกับการถูกสั่งปิด เราจึงควรส่งเสริมธุรกิจให้รับผิดชอบ หาไม่ถือเป็นการละเมิด เป็นการกระทำผิดกฎหมาย เป็นอาชญากรรมที่ต้องถูกลงโทษ
หลายท่านคงเคยได้ยินว่า แม่ค้าขายขนมจีน เอากระดาษทิชชูมาผสมในน้ำยา นัยว่าเพื่อลดต้นทุนให้ขายได้ราคาถูก ช่วยให้ขายได้ดีขึ้น หรือใส่ผงชูรสมากมายเพียงเพื่อให้คนติดใจในรสชาติโดยขาดความรับผิดชอบ หรือนำอาหารที่เสื่อมคุณภาพมาขายจนกระทั่งเด็กนักเรียนกินแล้วอาเจียนกัน ทั้งโรงเรียน เป็นต้น
ในธุรกิจไม่ว่าระดับ SMEs หรือธุรกิจขนาดใหญ่ มีคติชั่วร้ายอยู่อย่างหนึ่งก็คือ “ด้านได้-อายอด” กล่าวคือ ทำอะไรก็ได้ที่ขอเพียงให้ได้ผลตอบแทนงดงามในวันนี้โดยไม่รับผิดชอบ การทำธุรกิจเช่นนี้ย่อมไม่ยั่งยืนและยังเสี่ยงกับการถูกสั่งปิด เราจึงควรส่งเสริมธุรกิจให้รับผิดชอบ หาไม่ถือเป็นการละเมิด เป็นการกระทำผิดกฎหมาย เป็นอาชญากรรมที่ต้องถูกลงโทษ
2. บริษัทมหาชน
ข่าวในหนังสือพิมพ์ อาจพบเห็นได้ว่าเจ้าของเดิมของบริษัทมหาชน ทิ้งกิจการของตนเองหลังจากเข้าระดมเงินในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว ผู้บริหารบางคนโกงบริษัทของตนเอง หรือใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเพื่อบำรุงความสุขสบายของผู้บริหาร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ ตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต) ต่างมี มาตรการควบคุมบริษัทมหาชนรัดกุมกว่าแต่ก่อน และถือเป็นมาตรฐานที่ดีสำหรับวิสาหกิจอื่น ๆ นอกตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้เกิดความ โปร่งใส เป็นธรรม และปิดโอกาสการทุจริต
ข่าวในหนังสือพิมพ์ อาจพบเห็นได้ว่าเจ้าของเดิมของบริษัทมหาชน ทิ้งกิจการของตนเองหลังจากเข้าระดมเงินในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว ผู้บริหารบางคนโกงบริษัทของตนเอง หรือใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเพื่อบำรุงความสุขสบายของผู้บริหาร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ ตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต) ต่างมี มาตรการควบคุมบริษัทมหาชนรัดกุมกว่าแต่ก่อน และถือเป็นมาตรฐานที่ดีสำหรับวิสาหกิจอื่น ๆ นอกตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้เกิดความ โปร่งใส เป็นธรรม และปิดโอกาสการทุจริต
3. นายธนาคาร
เราคงเคยได้ยินว่า ธนาคารหลายแห่งที่เจ๊งไปนั้น เป็นเพราะการปล่อยกู้อย่างขาดความรับผิดชอบให้เครือญาติโดยขาดหลักทรัพย์ค้ำ ประกันที่เพียงพอ ธนาคารหลายแห่งขโมยโครงการที่มีแนวคิดการตลาดดี ๆ ไปทำเสียเอง หรือกว่าจะกู้เงินได้ ก็ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ผู้จัดการสาขา และผู้จัดการเขต เป็นต้น
ธนาคารที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ก็คือการรับผิดชอบต่อลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มาฝากเงินหรือที่มากู้เงิน โดยการ “กวาดบ้าน” ตัวเองก่อน ปิดโอกาสที่จะเกิดทุจริต ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ เป็นต้น
เราคงเคยได้ยินว่า ธนาคารหลายแห่งที่เจ๊งไปนั้น เป็นเพราะการปล่อยกู้อย่างขาดความรับผิดชอบให้เครือญาติโดยขาดหลักทรัพย์ค้ำ ประกันที่เพียงพอ ธนาคารหลายแห่งขโมยโครงการที่มีแนวคิดการตลาดดี ๆ ไปทำเสียเอง หรือกว่าจะกู้เงินได้ ก็ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ผู้จัดการสาขา และผู้จัดการเขต เป็นต้น
ธนาคารที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ก็คือการรับผิดชอบต่อลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มาฝากเงินหรือที่มากู้เงิน โดยการ “กวาดบ้าน” ตัวเองก่อน ปิดโอกาสที่จะเกิดทุจริต ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ เป็นต้น
3. สื่อมวลชน
เราได้ยินปัญหาของสื่อมวลชนอยู่เนือง ๆ เช่น การเขียนเชียร์ดารา หรือผู้มีอุปการะคุณที่ลงโฆษณา หรือที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือการใช้ปากกาเป็นอาวุธในการทำร้ายคนอื่น ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มักเป็นข่าวที่ได้จากการแถลงข่าวของผู้มีส่วนได้ส่วน เสีย การเสนอข่าวอาจคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภคน้อยกว่าผู้จ่ายเงินโฆษณาที่ ทำให้สื่อมวลชนอยู่ได้ หนังสือพิมพ์จึงอาจเป็นเพียง “กระบอกเสียง” หรือเป็นเพียง “กระดาษเปื้อนหมึก” ไปในบางคราว
สื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือไม่ทุจริต จึงไม่ควรเป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจ นายทุนข้ามชาติ หรือนายทุนในประเทศรายใหญ่ ๆ ที่มุ่งการเสนอข่าวเฉพาะบางมุมบางด้านอันถือเป็นการ “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” และเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อโดยไม่รับผิดชอบ
เราได้ยินปัญหาของสื่อมวลชนอยู่เนือง ๆ เช่น การเขียนเชียร์ดารา หรือผู้มีอุปการะคุณที่ลงโฆษณา หรือที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือการใช้ปากกาเป็นอาวุธในการทำร้ายคนอื่น ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มักเป็นข่าวที่ได้จากการแถลงข่าวของผู้มีส่วนได้ส่วน เสีย การเสนอข่าวอาจคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภคน้อยกว่าผู้จ่ายเงินโฆษณาที่ ทำให้สื่อมวลชนอยู่ได้ หนังสือพิมพ์จึงอาจเป็นเพียง “กระบอกเสียง” หรือเป็นเพียง “กระดาษเปื้อนหมึก” ไปในบางคราว
สื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือไม่ทุจริต จึงไม่ควรเป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจ นายทุนข้ามชาติ หรือนายทุนในประเทศรายใหญ่ ๆ ที่มุ่งการเสนอข่าวเฉพาะบางมุมบางด้านอันถือเป็นการ “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” และเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อโดยไม่รับผิดชอบ
4. ห้างสรรพสินค้า
ห้างสรรพสินค้าที่ขายของราคาแพงเกินเหตุ หลอกขายของที่คุณภาพไม่สมราคา หรือหลอกลวงด้วยกลยุทธลดแลกแจกแถมที่ฉ้อฉล ย่อมถือเป็นการละเมิด กระทำการทุจริตต่อลูกค้า หากสรรพสินค้าที่ไม่ทุจริตก็คือไม่ตั้งราคาสินต้าเกินควรในเชิงเปรียบเทียบ กับคู่แข่ง
ห้างสรรพสินค้าที่ขายของราคาแพงเกินเหตุ หลอกขายของที่คุณภาพไม่สมราคา หรือหลอกลวงด้วยกลยุทธลดแลกแจกแถมที่ฉ้อฉล ย่อมถือเป็นการละเมิด กระทำการทุจริตต่อลูกค้า หากสรรพสินค้าที่ไม่ทุจริตก็คือไม่ตั้งราคาสินต้าเกินควรในเชิงเปรียบเทียบ กับคู่แข่ง
5. นักพัฒนาที่ดิน
ความคาดหวังของสังคมต่อนักพัฒนาที่ดิน เช่น ผู้ประกอบการบ้านจัดสรรหรืออาคารชุดก็คือ การไม่ฉ้อโกงลูกค้า การไม่ใช้วัสดุหรือการส่งมอบบ้านและบริการสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่มีคุณภาพด้อยกว่าที่โฆษณาไว้ เป็นต้น รวมทั้งการไม่หลอกขายบ้านในราคาที่สูงเกินจริง เป็นต้น นักวิชาชีพ
ความคาดหวังของสังคมต่อนักพัฒนาที่ดิน เช่น ผู้ประกอบการบ้านจัดสรรหรืออาคารชุดก็คือ การไม่ฉ้อโกงลูกค้า การไม่ใช้วัสดุหรือการส่งมอบบ้านและบริการสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่มีคุณภาพด้อยกว่าที่โฆษณาไว้ เป็นต้น รวมทั้งการไม่หลอกขายบ้านในราคาที่สูงเกินจริง เป็นต้น นักวิชาชีพ
6. บริการวิชาชีพ
บริการวิชาชีพอาจถือเป็น SMEs เราคงเคยได้ยินบริษัทบัญชี หรือผู้ตรวจสอบบัญชีบางราย ฉ้อฉลด้วยการลงลายมือชื่อตรวจสอบบริษัทนับแสนรายต่อปี บริษัทที่ปรึกษา เช่น ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินบางแห่งไม่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงผู้ประกอบวิชาชีพเรียกรับเงินจากลูกค้า หรือร่วมกับ ลูกค้าออกรายงานประเมินโกงธนาคาร หรือร่วมมือกับผู้บริหารธนาคารโกงธนาคารที่ตนบริหารอยู่ เป็นต้น ดังนั้น นักวิชาชีพที่ดีต้องไม่ “พาย-เรือให้โจรนั่ง” แต่ควรดำเนินวิชาชีพตามกฎหมาย ไม่ละเมิดจรรยา-บรรณของวิชาชีพเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
การควบคุมวิชาชีพนั้น รัฐบาลมักเป็นผู้ดำเนินการควบคุมโดยตั้งเป็นสภาวิชาชีพ เช่น แพทยสภา สภาวิศวกร และสภาสถาปนิก ในประเทศไทยยังมีวิชาชีพอีกหลายแขนงที่ยังไม่มีสภาวิชาชีพ อาจกล่าวได้ว่าในประเทศที่ไม่ค่อยพัฒนา ยังไม่มีระบบควบคุมนักวิชาชีพ เพื่อให้ความไม่มีระบบและขาดการควบคุมนี้ เป็นช่องทางการโกงกินต่าง ๆ โดยใช้นักวิชาชีพเป็นตรายาง (rubber stamp)ต่อไป
บริการวิชาชีพอาจถือเป็น SMEs เราคงเคยได้ยินบริษัทบัญชี หรือผู้ตรวจสอบบัญชีบางราย ฉ้อฉลด้วยการลงลายมือชื่อตรวจสอบบริษัทนับแสนรายต่อปี บริษัทที่ปรึกษา เช่น ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินบางแห่งไม่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงผู้ประกอบวิชาชีพเรียกรับเงินจากลูกค้า หรือร่วมกับ ลูกค้าออกรายงานประเมินโกงธนาคาร หรือร่วมมือกับผู้บริหารธนาคารโกงธนาคารที่ตนบริหารอยู่ เป็นต้น ดังนั้น นักวิชาชีพที่ดีต้องไม่ “พาย-เรือให้โจรนั่ง” แต่ควรดำเนินวิชาชีพตามกฎหมาย ไม่ละเมิดจรรยา-บรรณของวิชาชีพเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
การควบคุมวิชาชีพนั้น รัฐบาลมักเป็นผู้ดำเนินการควบคุมโดยตั้งเป็นสภาวิชาชีพ เช่น แพทยสภา สภาวิศวกร และสภาสถาปนิก ในประเทศไทยยังมีวิชาชีพอีกหลายแขนงที่ยังไม่มีสภาวิชาชีพ อาจกล่าวได้ว่าในประเทศที่ไม่ค่อยพัฒนา ยังไม่มีระบบควบคุมนักวิชาชีพ เพื่อให้ความไม่มีระบบและขาดการควบคุมนี้ เป็นช่องทางการโกงกินต่าง ๆ โดยใช้นักวิชาชีพเป็นตรายาง (rubber stamp)ต่อไป
การไม่ทุจริตกับ CSR
หลักการรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ (CSR: Corporate Social Responsibility) ตาม the UN Global Compact ซึ่งเป็นกรอบที่วางโดยองค์การสหประชาชาติ {4} ให้ วิสาหกิจดำเนินตามหลักการ 10 ประการนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อมและการไม่ยอมรับการโกงกิน-สินบน ในขณะนี้มีวิสาหกิจเข้าร่วมลงนามเป็นจำนวนมาก โดยถือเป็นกลุ่มที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในโลก
วิสาหกิจใดที่ประสงค์จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ UN Global Compact จะต้องลงนามตกลงปฏิบัติตามหลักการ 10 ประการอย่างเคร่งครัด ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่ง แวดล้อม และการไม่ร่วมมือกับการติดสินบนหรือทุจริต ดังนี้:
หลักการรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ (CSR: Corporate Social Responsibility) ตาม the UN Global Compact ซึ่งเป็นกรอบที่วางโดยองค์การสหประชาชาติ {4} ให้ วิสาหกิจดำเนินตามหลักการ 10 ประการนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อมและการไม่ยอมรับการโกงกิน-สินบน ในขณะนี้มีวิสาหกิจเข้าร่วมลงนามเป็นจำนวนมาก โดยถือเป็นกลุ่มที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในโลก
วิสาหกิจใดที่ประสงค์จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ UN Global Compact จะต้องลงนามตกลงปฏิบัติตามหลักการ 10 ประการอย่างเคร่งครัด ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่ง แวดล้อม และการไม่ร่วมมือกับการติดสินบนหรือทุจริต ดังนี้:
1. ด้านสิทธิมนุษยชน
หลักข้อที่ 1: ธุรกิจควรสนับสนุนและเคารพการปกป้องสิทธิ-มนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
หลักข้อที่ 2: ธุรกิจไม่พึงข้อแวะกับการกระทำที่ขัดหลักสิทธิ-มนุษยชน
หลักข้อที่ 1: ธุรกิจควรสนับสนุนและเคารพการปกป้องสิทธิ-มนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
หลักข้อที่ 2: ธุรกิจไม่พึงข้อแวะกับการกระทำที่ขัดหลักสิทธิ-มนุษยชน
2. ด้านมาตรฐานแรงงาน
หลักข้อที่ 3: ธุรกิจควรส่งเสริมและตระหนักถึงเสรีภาพในการก่อตั้งสหภาพแรงงานของพนักงาน
หลักข้อที่ 4: ธุรกิจต้องร่วมขจัดการบังคับการใช้แรงงาน
หลักข้อที่ 5: ธุรกิจต้องร่วมขจัดการใช้แรงงานเด็ก
หลักข้อที่ 6: ธุรกิจต้องไม่กีดกันการจ้างงานและอาชีพ
หลักข้อที่ 3: ธุรกิจควรส่งเสริมและตระหนักถึงเสรีภาพในการก่อตั้งสหภาพแรงงานของพนักงาน
หลักข้อที่ 4: ธุรกิจต้องร่วมขจัดการบังคับการใช้แรงงาน
หลักข้อที่ 5: ธุรกิจต้องร่วมขจัดการใช้แรงงานเด็ก
หลักข้อที่ 6: ธุรกิจต้องไม่กีดกันการจ้างงานและอาชีพ
3. ด้านสิ่งแวดล้อม
หลักข้อที่ 7: ธุรกิจควรสนับสนุนการดำเนินการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม
หลักข้อที่ 8: ธุรกิจควรแสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ต่อความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม
หลักข้อที่ 9: ธุรกิจควรส่งเสริมและเผยแพร่เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
หลักข้อที่ 7: ธุรกิจควรสนับสนุนการดำเนินการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม
หลักข้อที่ 8: ธุรกิจควรแสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ต่อความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม
หลักข้อที่ 9: ธุรกิจควรส่งเสริมและเผยแพร่เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
4. ด้านการไม่ยอมรับการทุจริต
หลักข้อที่ 10: ธุรกิจควรดำเนินไป โดยปราศจากการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ รวมทั้งการบังคับ ขูดรีด และการติดสินบน ทั้งนี้อาจพิจารณาในกรณีภายในวิสาหกิจ และการให้สินบนอันเป็นการทุจริตในวงราชการ ก็เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง
หลักข้อที่ 10: ธุรกิจควรดำเนินไป โดยปราศจากการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ รวมทั้งการบังคับ ขูดรีด และการติดสินบน ทั้งนี้อาจพิจารณาในกรณีภายในวิสาหกิจ และการให้สินบนอันเป็นการทุจริตในวงราชการ ก็เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง
การปฏิบัติให้ครบถ้วนหรือไม่ละเมิดตามหลักการข้างต้น จึงถือว่าวิสาหกิจนั้น ๆ มี CSR ดังนั้น CSR จึงไม่ใช่การไปทำบุญเอาหน้า หรือสักแต่ทำทีดูแลสิ่งแวดล้อม หรือเลี่ยงไปทำดีทางอื่นในหน้าฉาก แต่หลังฉากกลับขูดรีด ฉ้อฉล เอาเปรียบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยไม่ละอายและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
ว่าด้วยจรรยาบรรณ
ในการป้องกันการทุจริตนั้น จรรยาบรรณถือเป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่ง จรรยาบรรณนั้นถือเป็น Solf Law หรือ “กฎหมายอย่างอ่อน” ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย Hard Law แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับมรรยาท มาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณธุรกิจหรืออะไรทำนองนี้ ในวงวิชาชีพต่าง ๆ มี Soft Law ซึ่งสังคมทั่วไปก็เคยได้ยินอยู่บ้าง เช่น จรรยาบรรณแพทย์ มรรยาททนาย มาตรฐานบัญชี เป็นต้น ดังนั้นนักวิชาชีพที่มี CSR ก็คือนักวิชาชีพที่มีการปฏิบัติตาม Soft Law โดยเคร่งครัดจนสร้างความไว้วางใจและความเชื่อถือต่อผู้ใช้บริการและสังคมโดย รวม
ทำไมจึงมีการบังคับใช้หลักนิติรัฐโดยห้ามละเมิด หรือมีการวางและบังคับใช้ Soft Law โดยเคร่งครัด เหตุผลก็คือเพื่อผู้บริโภคนั่นเอง เพราะในทางกฎหมายก็ถือว่า อำนาจเป็นของปวงชน ในทางรัฐศาสตร์ก็ถือว่า ประชาชนคือเจ้าของประเทศ หรือแม้แต่ในทางการตลาดก็ถือว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” ดังนั้นนักวิชาชีพจึงต้องให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก
ประชาชนนี้ไม่ใช่สิ่งลอย ๆ แต่หมายถึงผู้บริโภค ลูกค้าของเรานั่นเอง หากประชาชนวางใจใช้บริการ ก็ย่อมถือเป็นมงคลต่อวิสาหกิจ การถือประชาชนเป็นที่ตั้งจึงเป็นหนทางเดียวที่จะพัฒนาธุรกิจหรือวิชาชีพให้ ดีขึ้น เราจึงต้องเริ่มต้นที่ประชาชนก่อน ไม่ใช่ที่ประโยชน์ของนักวิชาชีพ หาไม่นักวิชาชีพก็คงเป็นเพียง “แกงค์” หรือ “ซ่องโจร” ไป
ในการป้องกันการทุจริตนั้น จรรยาบรรณถือเป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่ง จรรยาบรรณนั้นถือเป็น Solf Law หรือ “กฎหมายอย่างอ่อน” ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย Hard Law แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับมรรยาท มาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณธุรกิจหรืออะไรทำนองนี้ ในวงวิชาชีพต่าง ๆ มี Soft Law ซึ่งสังคมทั่วไปก็เคยได้ยินอยู่บ้าง เช่น จรรยาบรรณแพทย์ มรรยาททนาย มาตรฐานบัญชี เป็นต้น ดังนั้นนักวิชาชีพที่มี CSR ก็คือนักวิชาชีพที่มีการปฏิบัติตาม Soft Law โดยเคร่งครัดจนสร้างความไว้วางใจและความเชื่อถือต่อผู้ใช้บริการและสังคมโดย รวม
ทำไมจึงมีการบังคับใช้หลักนิติรัฐโดยห้ามละเมิด หรือมีการวางและบังคับใช้ Soft Law โดยเคร่งครัด เหตุผลก็คือเพื่อผู้บริโภคนั่นเอง เพราะในทางกฎหมายก็ถือว่า อำนาจเป็นของปวงชน ในทางรัฐศาสตร์ก็ถือว่า ประชาชนคือเจ้าของประเทศ หรือแม้แต่ในทางการตลาดก็ถือว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” ดังนั้นนักวิชาชีพจึงต้องให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก
ประชาชนนี้ไม่ใช่สิ่งลอย ๆ แต่หมายถึงผู้บริโภค ลูกค้าของเรานั่นเอง หากประชาชนวางใจใช้บริการ ก็ย่อมถือเป็นมงคลต่อวิสาหกิจ การถือประชาชนเป็นที่ตั้งจึงเป็นหนทางเดียวที่จะพัฒนาธุรกิจหรือวิชาชีพให้ ดีขึ้น เราจึงต้องเริ่มต้นที่ประชาชนก่อน ไม่ใช่ที่ประโยชน์ของนักวิชาชีพ หาไม่นักวิชาชีพก็คงเป็นเพียง “แกงค์” หรือ “ซ่องโจร” ไป
การควบคุมทางวิชาชีพ ได้แก่:
1. การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
หลายท่านคงจำภาพยนตร์เรื่อง “องค์บาก” ได้ ในภาพยนตร์ดังกล่าว มีเรื่องใบอนุญาตเล่นดนตรี ซึ่งตามท้องเรื่องดูน่าขัน แต่ในความเป็นจริงนับเป็นความน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากมีการออกใบอนุญาตในวิชาชีพต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยนั้น วิชาชีพต่าง ๆ ก็จะมีการพัฒนา โดยทั่วไปในแต่ละวิชาชีพก็จะมีการจัดระดับ นักวิชาชีพก็จะพยายามเพิ่มพูนความรู้เพื่อการยกระดับตนเองอยู่เสมอ
1. การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
หลายท่านคงจำภาพยนตร์เรื่อง “องค์บาก” ได้ ในภาพยนตร์ดังกล่าว มีเรื่องใบอนุญาตเล่นดนตรี ซึ่งตามท้องเรื่องดูน่าขัน แต่ในความเป็นจริงนับเป็นความน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากมีการออกใบอนุญาตในวิชาชีพต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยนั้น วิชาชีพต่าง ๆ ก็จะมีการพัฒนา โดยทั่วไปในแต่ละวิชาชีพก็จะมีการจัดระดับ นักวิชาชีพก็จะพยายามเพิ่มพูนความรู้เพื่อการยกระดับตนเองอยู่เสมอ
2. การควบคุมการปฏิบัติงานตามวิชาชีพ
เพื่อให้นักวิชาชีพปฏิบัติงานโดยยึดถือมาตรฐานและจรรยาบรรณ วิชาชีพโดยเคร่งครัด หาไม่จะถูกลงโทษในสถานต่าง ๆ ตั้งแต่การตักเตือนจนถึงการยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หมดทางทำมาหากินในวิชาชีพอีกต่อไป อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาต่าง ๆ ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรควบคุมวิชาชีพ เพราะถือเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่มีผู้ให้บริการทั่วไป เช่น สถาบันการศึกษาในระดับต่าง ๆ ทั้งหลาย หากองค์กรวิชาชีพจัดการศึกษาเสียเอง ก็เท่ากับผู้บริหารองค์กร “ทำมาหากิน” กับการจัดการศึกษา ทำให้ขาดความเป็นกลางในการควบคุมทางวิชาชีพไป
เพื่อให้นักวิชาชีพปฏิบัติงานโดยยึดถือมาตรฐานและจรรยาบรรณ วิชาชีพโดยเคร่งครัด หาไม่จะถูกลงโทษในสถานต่าง ๆ ตั้งแต่การตักเตือนจนถึงการยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หมดทางทำมาหากินในวิชาชีพอีกต่อไป อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาต่าง ๆ ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรควบคุมวิชาชีพ เพราะถือเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่มีผู้ให้บริการทั่วไป เช่น สถาบันการศึกษาในระดับต่าง ๆ ทั้งหลาย หากองค์กรวิชาชีพจัดการศึกษาเสียเอง ก็เท่ากับผู้บริหารองค์กร “ทำมาหากิน” กับการจัดการศึกษา ทำให้ขาดความเป็นกลางในการควบคุมทางวิชาชีพไป
ในการควบคุมวิชาชีพต่าง ๆ รัฐบาลต้องออกหน้ามาควบคุม โดยเสนอกฎหมายให้มีพระราชบัญญัติวิชาชีพต่าง ๆ และจัดตั้งสภาวิชาชีพตามกฎหมาย เช่น แพทยสภา สภาวิศวกร สภาสถาปนิก สภาวิชาชีพบัญชี เป็นต้น ในแต่ละวงการเช่น แพทย์ อาจมีแพทยสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือมีสมาคมแพทย์เฉพาะทางต่าง ๆ มากมาย แต่เพื่อการควบคุมวิชาชีพที่เป็นกลาง จึงต้องตั้งสภาวิชาชีพ
สมาคมวิชาชีพ ไม่สามารถเป็นผู้ควบคุมนักวิชาชีพได้ เพราะสมาคมประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าปล่อยให้กรรมการสมาคมซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งหนึ่ง มาคอยตัดสินหรือควบคุมบริษัทคู่แข่งอื่น ก็ย่อมไม่เกิดความเป็นธรรม สมาคมวิชาชีพอาจทำหน้าที่ปกป้องผู้ประกอบวิชาชีพ จัดงานสังสรรค์ หรืออื่น ๆ อย่างสมาคมนักบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย แต่เดิมก็จัดการศึกษา แต่เมื่อมีสภานักบัญชี สมาคมนี้ก็ยุบเลิกไป เพราะไม่มีหน้าที่ควบคุมวิชาชีพ เป็นต้น สมาคมในวิชาชีพอื่นก็อาจยังอยู่ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมวิชาชีพ
สภาวิชาชีพจะประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐบาลซึ่ง (โดยทางทฤษฎี) ถือเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนนักวิชาชีพ ผู้แทนผู้ใช้บริการ ผู้แทนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น การควบคุมวิชาชีพจึงเป็นเครื่องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของนักวิชาชีพโดย แท้ ในสังคมไทย ยังมีนักวิชาชีพอีกมากที่รัฐบาลยังไม่ได้ควบคุม โดยเฉพาะนักวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน และอาจสร้างความเสียหายได้ในวงกว้าง เช่น ตัวแทนนายหน้า ผู้บริหารทรัพย์สิน ผู้ประเมินค่าทรัพย๋สิน เป็นต้น
ประเทศที่ขาดการควบคุมทางวิชาชีพ ย่อมเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย ทำให้ปัญหาการฉ้อโกงทั้งในสังคมและการฉ้อโกงชาติเกิดขึ้นอย่างดกดื่น การควบคุมและพัฒนานักวิชาชีพย่อมทำให้นักวิชาชีพมีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำโดยมิชอบ และจะเป็นการช่วยสังคมตรวจสอบความถูกต้องต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ยังมีจรรยาบรรณทางธุรกิจซึ่งไม่ใช่ของนักวิชาชีพ แต่เป็นของผู้ประกอบการ (Entrepreneurs) เช่น กรณีจรรยาบรรณหอการค้าไทย จรรยาบรรณของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย {5} เป็นต้น
สมาคมวิชาชีพ ไม่สามารถเป็นผู้ควบคุมนักวิชาชีพได้ เพราะสมาคมประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าปล่อยให้กรรมการสมาคมซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งหนึ่ง มาคอยตัดสินหรือควบคุมบริษัทคู่แข่งอื่น ก็ย่อมไม่เกิดความเป็นธรรม สมาคมวิชาชีพอาจทำหน้าที่ปกป้องผู้ประกอบวิชาชีพ จัดงานสังสรรค์ หรืออื่น ๆ อย่างสมาคมนักบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย แต่เดิมก็จัดการศึกษา แต่เมื่อมีสภานักบัญชี สมาคมนี้ก็ยุบเลิกไป เพราะไม่มีหน้าที่ควบคุมวิชาชีพ เป็นต้น สมาคมในวิชาชีพอื่นก็อาจยังอยู่ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมวิชาชีพ
สภาวิชาชีพจะประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐบาลซึ่ง (โดยทางทฤษฎี) ถือเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนนักวิชาชีพ ผู้แทนผู้ใช้บริการ ผู้แทนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น การควบคุมวิชาชีพจึงเป็นเครื่องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของนักวิชาชีพโดย แท้ ในสังคมไทย ยังมีนักวิชาชีพอีกมากที่รัฐบาลยังไม่ได้ควบคุม โดยเฉพาะนักวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน และอาจสร้างความเสียหายได้ในวงกว้าง เช่น ตัวแทนนายหน้า ผู้บริหารทรัพย์สิน ผู้ประเมินค่าทรัพย๋สิน เป็นต้น
ประเทศที่ขาดการควบคุมทางวิชาชีพ ย่อมเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย ทำให้ปัญหาการฉ้อโกงทั้งในสังคมและการฉ้อโกงชาติเกิดขึ้นอย่างดกดื่น การควบคุมและพัฒนานักวิชาชีพย่อมทำให้นักวิชาชีพมีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำโดยมิชอบ และจะเป็นการช่วยสังคมตรวจสอบความถูกต้องต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ยังมีจรรยาบรรณทางธุรกิจซึ่งไม่ใช่ของนักวิชาชีพ แต่เป็นของผู้ประกอบการ (Entrepreneurs) เช่น กรณีจรรยาบรรณหอการค้าไทย จรรยาบรรณของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย {5} เป็นต้น
ศีลธรรมไม่ใช่แนวทางการแก้ไข
ในการแก้ไขปัญหาทุจริต ไม่ใช่แค่ “อมพระมาพูด” ในเชิงสากล การใช้ศีลธรรมมาแก้ไขปัญหาทุจริตไม่ได้
1. ขีดจำกัดของการรณรงค์ให้ทำดี
โดยทั่วไปมีการรณรงค์ให้ประชาชนยึดมั่นในศาสนา กิจกรรมรณรงค์อาจมากขึ้น แต่การเข้าถึงศาสนากลับน้อยลง สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ การยกศาสนาหรือความดีมานำเสนอนั้น คนที่ได้ดีเพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่คนฟังแต่เป็นคนพูด ที่อย่างน้อยก็ได้หน้า ได้ภาพลักษณ์ ยิ่งถ้าพูดหรือสรรหาคำคมได้ประทับใจเพียงใด ยิ่งได้ผลเพียงนั้น ในวงการศาสนา ทุกท่านก็คงเคยได้ยินว่าพระรูปใดที่มีน้ำเสียงการเทศน์ที่ไพเราะก็มักเป็น ที่นิยมของญาติโยม การนี้แสดงว่าเรายังยึดติดอยู่ในเปลือกหรือรูปแบบมากกว่าแก่นหรือสาระ
การอธิบายเรื่องการทำดีนั้น แทนที่จะเอาความเชื่อทางศาสนามาอ้างอิง เราควรอธิบายโดยอาศัยความเป็นจริง เช่น ความซื่อสัตย์ต่อ ลูกค้านั้นไม่ใช่การทำดีตามที่บัญญัติในหลักศาสนาหรือเพราะกลัวตกนรก แต่ต้องทำในภาคบังคับตามกฎหมาย คือหากไม่ซื่อสัตย์ ฉ้อโกงลูกค้า ก็อาจถูกลูกค้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ทำให้เสียชื่อเสียง ความเชื่อถือหมดไป การทำงานอย่างซื่อสัตย์จึงทำให้ธุรกิจยั่งยืน ลูกค้าต้อนรับและเติบโตต่อไปด้วยบริการหรือสินค้าที่มีคุณภาพสมราคา การอธิบายเช่นนี้จะเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัยบทบัญญัติของศาสนา ใดมากล่าวอ้าง
ในการแก้ไขปัญหาทุจริต ไม่ใช่แค่ “อมพระมาพูด” ในเชิงสากล การใช้ศีลธรรมมาแก้ไขปัญหาทุจริตไม่ได้
1. ขีดจำกัดของการรณรงค์ให้ทำดี
โดยทั่วไปมีการรณรงค์ให้ประชาชนยึดมั่นในศาสนา กิจกรรมรณรงค์อาจมากขึ้น แต่การเข้าถึงศาสนากลับน้อยลง สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ การยกศาสนาหรือความดีมานำเสนอนั้น คนที่ได้ดีเพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่คนฟังแต่เป็นคนพูด ที่อย่างน้อยก็ได้หน้า ได้ภาพลักษณ์ ยิ่งถ้าพูดหรือสรรหาคำคมได้ประทับใจเพียงใด ยิ่งได้ผลเพียงนั้น ในวงการศาสนา ทุกท่านก็คงเคยได้ยินว่าพระรูปใดที่มีน้ำเสียงการเทศน์ที่ไพเราะก็มักเป็น ที่นิยมของญาติโยม การนี้แสดงว่าเรายังยึดติดอยู่ในเปลือกหรือรูปแบบมากกว่าแก่นหรือสาระ
การอธิบายเรื่องการทำดีนั้น แทนที่จะเอาความเชื่อทางศาสนามาอ้างอิง เราควรอธิบายโดยอาศัยความเป็นจริง เช่น ความซื่อสัตย์ต่อ ลูกค้านั้นไม่ใช่การทำดีตามที่บัญญัติในหลักศาสนาหรือเพราะกลัวตกนรก แต่ต้องทำในภาคบังคับตามกฎหมาย คือหากไม่ซื่อสัตย์ ฉ้อโกงลูกค้า ก็อาจถูกลูกค้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ทำให้เสียชื่อเสียง ความเชื่อถือหมดไป การทำงานอย่างซื่อสัตย์จึงทำให้ธุรกิจยั่งยืน ลูกค้าต้อนรับและเติบโตต่อไปด้วยบริการหรือสินค้าที่มีคุณภาพสมราคา การอธิบายเช่นนี้จะเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัยบทบัญญัติของศาสนา ใดมากล่าวอ้าง
2. ไม่ควรอ้างความดีโดด ๆ
การพร่ำพูดว่าเราควรทำดี (เพิ่มขึ้น) นั้นอาจไม่เกิดประโยชน์นัก เพราะคนดีก็ทำดีอยู่แล้ว แต่ปัญหาทุกวันนี้ไม่ใช่อยู่ที่ทำดีน้อยไปแต่อยู่ที่การละเมิดกฎหมายกัน อย่างแพร่หลาย โดยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกลับเอาเอาหูไปนาตาไปไร่ต่างหาก เราจึงควรรณรงค์ป้องกันไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ส่วนช่องโหว่ของกฎหมายที่มีบางคนเล็ดลอดได้ประโยชน์เป็นเพียงส่วนน้อยนิด ซึ่งต้องหาทางอุดหรือปรับปรุงเป็นระยะ ๆ โปรดสังวรว่าการรณรงค์ให้ทำความดีบางครั้งอาจเป็นไปเพื่อซ่อนเร้นการทำชั่ว จนเข้าทำนองอ้างว่ามีคุณธรรมแต่ละเมิดกฎหมาย
ยิ่งกว่านั้น เราควรรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักปกป้องและหวงแหนสิทธิของตนเองตามกฎหมายและไม่ เฉยชาต่อการกระทำผิดกฎหมายของผู้อื่นที่ส่งผลต่อตนเอง ชุมชน และสังคม การเพิกเฉยหรือละเลยต่อหน้าที่ยังถือเป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่งด้วย และยังเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้หาผลประโยชน์โดยมิชอบและไม่ตระหนักว่าค่า ใช้จ่ายในการแก้ปัญหามากกว่าการป้องกันหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ชีวิตมนุษย์ซึ่งสร้างคนใหม่มาทดแทนคนเก่าไม่ได้ รัฐบาลที่เพิกเฉยเช่นนี้เท่ากับเป็นรัฐบาลที่อยู่ข้างอาชญากรหรือเป็นหัว หน้าอาชญากรเสียเอง
การพร่ำพูดว่าเราควรทำดี (เพิ่มขึ้น) นั้นอาจไม่เกิดประโยชน์นัก เพราะคนดีก็ทำดีอยู่แล้ว แต่ปัญหาทุกวันนี้ไม่ใช่อยู่ที่ทำดีน้อยไปแต่อยู่ที่การละเมิดกฎหมายกัน อย่างแพร่หลาย โดยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกลับเอาเอาหูไปนาตาไปไร่ต่างหาก เราจึงควรรณรงค์ป้องกันไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ส่วนช่องโหว่ของกฎหมายที่มีบางคนเล็ดลอดได้ประโยชน์เป็นเพียงส่วนน้อยนิด ซึ่งต้องหาทางอุดหรือปรับปรุงเป็นระยะ ๆ โปรดสังวรว่าการรณรงค์ให้ทำความดีบางครั้งอาจเป็นไปเพื่อซ่อนเร้นการทำชั่ว จนเข้าทำนองอ้างว่ามีคุณธรรมแต่ละเมิดกฎหมาย
ยิ่งกว่านั้น เราควรรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักปกป้องและหวงแหนสิทธิของตนเองตามกฎหมายและไม่ เฉยชาต่อการกระทำผิดกฎหมายของผู้อื่นที่ส่งผลต่อตนเอง ชุมชน และสังคม การเพิกเฉยหรือละเลยต่อหน้าที่ยังถือเป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่งด้วย และยังเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้หาผลประโยชน์โดยมิชอบและไม่ตระหนักว่าค่า ใช้จ่ายในการแก้ปัญหามากกว่าการป้องกันหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ชีวิตมนุษย์ซึ่งสร้างคนใหม่มาทดแทนคนเก่าไม่ได้ รัฐบาลที่เพิกเฉยเช่นนี้เท่ากับเป็นรัฐบาลที่อยู่ข้างอาชญากรหรือเป็นหัว หน้าอาชญากรเสียเอง
3. ระวังคนทำดีแต่เป็นอาชญากร
บางคนดูคล้ายมีคุณธรรม แต่มักละเมิดกฎหมาย! มีคนทำดีมากมายแต่ประกอบอาชญากรรมอยู่เป็นนิจ บริษัทพัฒนาที่ดินบางแห่งอาจดูประสบความสำเร็จ ทำบุญทำกุศลมากมาย เจ้าของก็ดูมีชื่อเสียง ไม่เคยถูกสื่อมวลชนติติง แต่กลับ “รีดเลือดกับปู” ต่อผู้รับเหมา ทำผิดสัญญาก่อสร้างล่าช้าเกินทน หรือส่งมอบบ้านที่ไม่มีคุณภาพ ก่อสร้างแบบสุกเอาเผากินให้ลูกค้า
อีกกรณีหนึ่งสถาบันการเงินบางแห่งอาจเป็นผู้อุปถัมภ์งานมรดกของ ชาติที่ยิ่งใหญ่หรือทำสาธารณประโยชน์มากมาย แต่ภายในสถาบันการเงินนั้นกลับขาดธรรมภิบาล ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้บริหารโกงสถาบันการเงินของตัวเอง พนักงานเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะกับผู้มาขอกู้ ผู้บริหารให้สินเชื่อเครือญาติโดยไม่มีหลักประกันจนกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อ ให้เกิดรายได้ สุดท้ายสถาบันการเงินแห่งนั้นก็ล้มไป
บางคนดูคล้ายมีคุณธรรม แต่มักละเมิดกฎหมาย! มีคนทำดีมากมายแต่ประกอบอาชญากรรมอยู่เป็นนิจ บริษัทพัฒนาที่ดินบางแห่งอาจดูประสบความสำเร็จ ทำบุญทำกุศลมากมาย เจ้าของก็ดูมีชื่อเสียง ไม่เคยถูกสื่อมวลชนติติง แต่กลับ “รีดเลือดกับปู” ต่อผู้รับเหมา ทำผิดสัญญาก่อสร้างล่าช้าเกินทน หรือส่งมอบบ้านที่ไม่มีคุณภาพ ก่อสร้างแบบสุกเอาเผากินให้ลูกค้า
อีกกรณีหนึ่งสถาบันการเงินบางแห่งอาจเป็นผู้อุปถัมภ์งานมรดกของ ชาติที่ยิ่งใหญ่หรือทำสาธารณประโยชน์มากมาย แต่ภายในสถาบันการเงินนั้นกลับขาดธรรมภิบาล ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้บริหารโกงสถาบันการเงินของตัวเอง พนักงานเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะกับผู้มาขอกู้ ผู้บริหารให้สินเชื่อเครือญาติโดยไม่มีหลักประกันจนกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อ ให้เกิดรายได้ สุดท้ายสถาบันการเงินแห่งนั้นก็ล้มไป
4. ระวังทำดีเพื่อปกปิดคนผิดและความผิด
การทำดีแบบแอบแฝงและไร้ประสิทธิผล นอกจากจะได้ดีเฉพาะคนทำดีแล้ว บ่อยครั้งยังเป็นการช่วยปกปิดความชั่วของคนชั่วที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เสื้อ คลุมของคนดี เช่น เรารณรงค์ปลูกป่ากันใหญ่ แต่ไม่เคยใส่ใจว่า เราจะรณรงค์กันปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ากันอย่างไร ท่านทราบหรือไม่ในปี 2504 มีพื้นที่ป่าไม้อยู่ 273,629 ตร.กม. (53% ของพื้นที่ประเทศไทย) แต่ ณ ปี 2547 เหลืออยู่เพียง 167,591 ตร.กม. (33% ของพื้นที่ประเทศไทย) {6} หรือหายไปเท่ากับ 68 เท่าของพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือเท่ากับเราสูญเสียพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกรวม
การทำดีแบบแอบแฝงและไร้ประสิทธิผล นอกจากจะได้ดีเฉพาะคนทำดีแล้ว บ่อยครั้งยังเป็นการช่วยปกปิดความชั่วของคนชั่วที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เสื้อ คลุมของคนดี เช่น เรารณรงค์ปลูกป่ากันใหญ่ แต่ไม่เคยใส่ใจว่า เราจะรณรงค์กันปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ากันอย่างไร ท่านทราบหรือไม่ในปี 2504 มีพื้นที่ป่าไม้อยู่ 273,629 ตร.กม. (53% ของพื้นที่ประเทศไทย) แต่ ณ ปี 2547 เหลืออยู่เพียง 167,591 ตร.กม. (33% ของพื้นที่ประเทศไทย) {6} หรือหายไปเท่ากับ 68 เท่าของพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือเท่ากับเราสูญเสียพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกรวม
แนวทางการแก้ไข
แนวทางการแก้ไขปัญหาทุจริตของวิสาหกิจเอกชนนั้น สามารถพิจารณาได้ในหลายมิติ อย่างไรก็ตามพึงเริ่มต้นที่ผู้บริหารเป็นอันดับแรก และตามด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด รวมทั้งการตรวจสอบที่เข้มงวด
แนวทางการแก้ไขปัญหาทุจริตของวิสาหกิจเอกชนนั้น สามารถพิจารณาได้ในหลายมิติ อย่างไรก็ตามพึงเริ่มต้นที่ผู้บริหารเป็นอันดับแรก และตามด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด รวมทั้งการตรวจสอบที่เข้มงวด
1. เริ่มต้นที่ผู้บริหาร
ผมเคยอ่านหนังสือประวัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งแปลโดย ท่าน สว.รสนา โตสิตระกูลและสามี ว่า ในสมัยพุทธกาล ในราชสำนักของพระเจ้าสุทโธทนะก็มีปัญหาขุนนางทุจริต แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้มากเพราะพวกขุนนางทุจริตเหล่านี้ค้ำจุนบัลลังก์อยู่ ขุนนางเหล่านี้ต่างก็ขับเคี่ยวกันเพื่อมุ่งปกป้องและสร้างฐานอำนาจของตนเอง ไม่ใช่มุ่งขจัดความทุกข์ยากให้ผู้ยากไร้ พระพุทธเจ้าได้เห็นความเป็นจริงข้อนี้จึงไม่คิดที่จะเป็นกษัตริย์ {7}
การที่จะแก้ปัญหาทุจริตได้ จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นที่ผู้บริหารก่อน หากผู้บริหารมีความตั้งใจ (Strong Commitment) ที่จะแก้ไข ปัญหาก็อาจได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไป
ผมเคยอ่านหนังสือประวัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งแปลโดย ท่าน สว.รสนา โตสิตระกูลและสามี ว่า ในสมัยพุทธกาล ในราชสำนักของพระเจ้าสุทโธทนะก็มีปัญหาขุนนางทุจริต แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้มากเพราะพวกขุนนางทุจริตเหล่านี้ค้ำจุนบัลลังก์อยู่ ขุนนางเหล่านี้ต่างก็ขับเคี่ยวกันเพื่อมุ่งปกป้องและสร้างฐานอำนาจของตนเอง ไม่ใช่มุ่งขจัดความทุกข์ยากให้ผู้ยากไร้ พระพุทธเจ้าได้เห็นความเป็นจริงข้อนี้จึงไม่คิดที่จะเป็นกษัตริย์ {7}
การที่จะแก้ปัญหาทุจริตได้ จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นที่ผู้บริหารก่อน หากผู้บริหารมีความตั้งใจ (Strong Commitment) ที่จะแก้ไข ปัญหาก็อาจได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไป
2. เน้นที่การปฏิบัติตามกฎหมาย
การที่จะแก้ปัญหาทุจริตได้ เราต้องบังคับใช้ Hard Laws หรือให้ประเทศมีลักษณะนิติรัฐโดยเคร่งครัด อย่างไรก็ตามกฎหมายต่าง ๆ อาจมีช่องโหว่บ้าง เราก็ควรแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยอยู่เป็นระยะ ๆ หากไม่แก้ไขข้อกฎหมาย ก็เท่ากับส่งเสริมการทำผิดกฎหมาย เปิดช่องโหว่อยู่ร่ำไป เช่น ในวงการประเมินค่าทรัพย์สิน มีการจัดสอบและจัดการศึกษาให้บริษัทประเมินอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นการทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ช่องโหว่ที่ไม่ได้แก้ก็คือ การปล่อยให้บริษัทมหาชนว่าจ้างบริษัทประเมินกันเอง ซึ่งย่อมมีโอกาสประเมินตามใจชอบ อันอาจทำให้ประชาชนผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ได้ นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าหากเรา “ปลื้ม” กับการทำดีในระดับหนึ่ง (จัดสอบและจัดการศึกษา) แต่ละเลยสาระสำคัญคือ การอุดช่องโหว่ ก็เท่ากับเราเปิดโอกาสให้เกิดการฉ้อฉล
เราจะหวังให้กฎหมายสมบูรณ์แบบ ไร้ช่องโหว่คงไม่ได้ บางคนอาจอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวบ้าง แต่กรณีนี้ก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก และคงต้อง “ยกประโยชน์ให้จำเลย” ไป เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ จึงไม่ถือเป็นความผิด และกฎหมายทั้งหลายก็มักไม่มีผลย้อนหลัง อย่างไรก็ตามปัญหาส่วนมากที่เกิดขึ้นก็คือ การที่ผู้รักษากฎหมายร่วมมือตีความกฎหมายอย่างบิดเบี้ยวเพื่อฉ้อฉลมากกว่า เช่น การสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ต้องห้ามบางบริเวณตามผังเมือง ด้วยการหลีกเลี่ยงไปสร้างเป็นบ้านเดี่ยวที่ดูคล้ายอาคารพาณิชย์โดยแต่ละหลัง ห่างกันแค่คืบเดียว กรณีเช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน แต่ผู้รักษากฎหมายคงตีความส่งเดช หรือ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” มากกว่า
ข้อพึงสังวรประการสำคัญก็คือเราจะให้ใครมาละเมิดกฎหมายที่มีอยู่ ไม่ได้ หาไม่ก็จะเป็นการยอมรับอาชญากรรม ดังนั้น เราจึงต้องเริ่มต้นที่การทำให้ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ก่อนเพื่อยึด ถือปฏิบัติตามกติกาที่ชอบธรรมฉบับเดียวกัน ผู้ไม่ยึดถือกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมไม่มีคุณธรรมหรือจริยธรรม เพราะการละเมิดกฎหมายเป็นการล่วงเกินหรือเอาเปรียบบุคคลอื่น เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้สังคมโดยรวม
การที่จะแก้ปัญหาทุจริตได้ เราต้องบังคับใช้ Hard Laws หรือให้ประเทศมีลักษณะนิติรัฐโดยเคร่งครัด อย่างไรก็ตามกฎหมายต่าง ๆ อาจมีช่องโหว่บ้าง เราก็ควรแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยอยู่เป็นระยะ ๆ หากไม่แก้ไขข้อกฎหมาย ก็เท่ากับส่งเสริมการทำผิดกฎหมาย เปิดช่องโหว่อยู่ร่ำไป เช่น ในวงการประเมินค่าทรัพย์สิน มีการจัดสอบและจัดการศึกษาให้บริษัทประเมินอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นการทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ช่องโหว่ที่ไม่ได้แก้ก็คือ การปล่อยให้บริษัทมหาชนว่าจ้างบริษัทประเมินกันเอง ซึ่งย่อมมีโอกาสประเมินตามใจชอบ อันอาจทำให้ประชาชนผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ได้ นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าหากเรา “ปลื้ม” กับการทำดีในระดับหนึ่ง (จัดสอบและจัดการศึกษา) แต่ละเลยสาระสำคัญคือ การอุดช่องโหว่ ก็เท่ากับเราเปิดโอกาสให้เกิดการฉ้อฉล
เราจะหวังให้กฎหมายสมบูรณ์แบบ ไร้ช่องโหว่คงไม่ได้ บางคนอาจอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวบ้าง แต่กรณีนี้ก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก และคงต้อง “ยกประโยชน์ให้จำเลย” ไป เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ จึงไม่ถือเป็นความผิด และกฎหมายทั้งหลายก็มักไม่มีผลย้อนหลัง อย่างไรก็ตามปัญหาส่วนมากที่เกิดขึ้นก็คือ การที่ผู้รักษากฎหมายร่วมมือตีความกฎหมายอย่างบิดเบี้ยวเพื่อฉ้อฉลมากกว่า เช่น การสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ต้องห้ามบางบริเวณตามผังเมือง ด้วยการหลีกเลี่ยงไปสร้างเป็นบ้านเดี่ยวที่ดูคล้ายอาคารพาณิชย์โดยแต่ละหลัง ห่างกันแค่คืบเดียว กรณีเช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน แต่ผู้รักษากฎหมายคงตีความส่งเดช หรือ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” มากกว่า
ข้อพึงสังวรประการสำคัญก็คือเราจะให้ใครมาละเมิดกฎหมายที่มีอยู่ ไม่ได้ หาไม่ก็จะเป็นการยอมรับอาชญากรรม ดังนั้น เราจึงต้องเริ่มต้นที่การทำให้ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ก่อนเพื่อยึด ถือปฏิบัติตามกติกาที่ชอบธรรมฉบับเดียวกัน ผู้ไม่ยึดถือกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมไม่มีคุณธรรมหรือจริยธรรม เพราะการละเมิดกฎหมายเป็นการล่วงเกินหรือเอาเปรียบบุคคลอื่น เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้สังคมโดยรวม
3. พัฒนาระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง
ลำพังการมีกฎหมาย (Hard Law) ที่ทันสมัย มีบทลงโทษที่เข้มงวดโดยไม่เลือกปฏิบัติ และการมีจรรยาบรรณ (Soft Law) ที่ชัดเจนในแต่ละวิชาชีพเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันหรือแก้ไขปัญหาทุจริต ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง เข็มงวด ต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างแท้จริง การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะเป็นการป้องปรามในลักษณะ “เขียนเสือให้วัวกลัว” แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ควรดำเนินการต่อเนื่องเพื่อประกันระบบคุณภาพให้เข้าที่และ อยู่กับร่องกับรอยอย่างสม่ำเสมอ
ระบบตรวจสอบสามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบคือ
ลำพังการมีกฎหมาย (Hard Law) ที่ทันสมัย มีบทลงโทษที่เข้มงวดโดยไม่เลือกปฏิบัติ และการมีจรรยาบรรณ (Soft Law) ที่ชัดเจนในแต่ละวิชาชีพเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันหรือแก้ไขปัญหาทุจริต ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง เข็มงวด ต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างแท้จริง การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะเป็นการป้องปรามในลักษณะ “เขียนเสือให้วัวกลัว” แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ควรดำเนินการต่อเนื่องเพื่อประกันระบบคุณภาพให้เข้าที่และ อยู่กับร่องกับรอยอย่างสม่ำเสมอ
ระบบตรวจสอบสามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบคือ
- การตรวจสอบภายใน โดยใช้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในวิสาหกิจเองเป็นผู้ดำเนินการ โดยผู้ตรวจสอบต้องมีความเป็นอิสระ และขึ้นอยู่กับผู้บริหารสูงสุดในวิสาหกิจ การใช้ผู้ตรวจสอบภายในซึ่งคุ้นเคยกับวิสาหกิจของตนเอง จะช่วยให้สามารถค้นพบข้อผิดพลาดหรือกรณีทุจริตต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
- การตรวจสอบภายนอก ทั้งนี้ใช้ในกรณีที่การตรวจสอบภายในอาจมีข้อบกพร่อง หรือใช้ในกรณีการตรวจสอบการตรวจสอบภายใน รวมถึงการเพิ่มมุมมองใหม่ ๆ จากภายนอกเพื่อให้ปัญหาทุจริตสามารถได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีนี้จึงอาจว่าจ้างผู้ตรวจสอบจากภายนอก เพื่อให้มุมมองที่แตกต่างออกไป
กรณีศึกษาส่งท้าย
ในฐานะที่ผมเคยเป็นที่ปรึกษาในต่างประเทศให้กับรัฐบาลเวียดนาม อินโดนีเซีย และบรูไน ผมได้พบเห็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจหลายประการ แต่บางประการอาจอ้างอิงชื่อประเทศไม่ได้เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อ ชื่อเสียงของประเทศนั้น ๆ อย่างไรก็ตามมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ 2 กรณีที่พึงอ้างอิงได้ เพราะเป็นข่าวที่ลงในสำนักข่าวต่างประเทศมาแล้ว
1. กรณีกัปตันเวียดนามแอร์ไลน์
ในกรณีนี้กัปตันดังกล่าว ซื้อเครื่องเสียงจากต่างประเทศเข้าประเทศของตนเอง แต่ทางราชการเวียดนามจับได้ กัปตันผู้โชคร้ายดังกล่าวถูกไล่ออก ทั้งที่ราคาเครื่องเสียงเป็นเงินเพียงราวแสนกว่าบาทเท่านั้น กรณีนี้ผิดกับในบางประเทศที่เจ้าหน้าที่การบินนำสินค้าหนีภาษีเข้าประเทศจน ผู้ค้าสินค้าหนีภาษีประกอบกิจการจนร่ำรวย
ในฐานะที่ผมเคยเป็นที่ปรึกษาในต่างประเทศให้กับรัฐบาลเวียดนาม อินโดนีเซีย และบรูไน ผมได้พบเห็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจหลายประการ แต่บางประการอาจอ้างอิงชื่อประเทศไม่ได้เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อ ชื่อเสียงของประเทศนั้น ๆ อย่างไรก็ตามมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ 2 กรณีที่พึงอ้างอิงได้ เพราะเป็นข่าวที่ลงในสำนักข่าวต่างประเทศมาแล้ว
1. กรณีกัปตันเวียดนามแอร์ไลน์
ในกรณีนี้กัปตันดังกล่าว ซื้อเครื่องเสียงจากต่างประเทศเข้าประเทศของตนเอง แต่ทางราชการเวียดนามจับได้ กัปตันผู้โชคร้ายดังกล่าวถูกไล่ออก ทั้งที่ราคาเครื่องเสียงเป็นเงินเพียงราวแสนกว่าบาทเท่านั้น กรณีนี้ผิดกับในบางประเทศที่เจ้าหน้าที่การบินนำสินค้าหนีภาษีเข้าประเทศจน ผู้ค้าสินค้าหนีภาษีประกอบกิจการจนร่ำรวย
2. กรณีนักฟุตบอลทีมชาติ {8}
เมื่อคราวแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่กรุงมนิลา พ.ศ.2548 นักฟุตบอลทีมชาติเวียดนามได้รับการติดสินบนให้ชนะพม่าเพียง 1:0 และผลการสอบสวนพบว่านักฟุตบอล 8 คนมีความผิด โดย 2 คนติดคุก (ขณะนี้ยังไม่ออกจากคุก) ท่านจะสังเกตได้ว่าเรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย!
เมื่อคราวแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่กรุงมนิลา พ.ศ.2548 นักฟุตบอลทีมชาติเวียดนามได้รับการติดสินบนให้ชนะพม่าเพียง 1:0 และผลการสอบสวนพบว่านักฟุตบอล 8 คนมีความผิด โดย 2 คนติดคุก (ขณะนี้ยังไม่ออกจากคุก) ท่านจะสังเกตได้ว่าเรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย!
จากกรณีตัวอย่างเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า วันหนึ่งเวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะประเทศของเขาพยายาม “ปัดกวาดบ้าน” ทำความสะอาดระบบต่าง ๆ ภายในประเทศจนการทุจริตลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามสูงขึ้นกว่าไทยในอนาคต
การแก้ไขปัญหาทุจริตต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เป็นระบบ ไม่ใช่เพียงแค่การรณรงค์ให้คนทำดี มีศีลธรรม ต้องมีมาตรการป้องปรามที่ดีจึงจะเกิดผล การแก้ไขปัญหาทุจริตนี้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อความสามารถในการแข่งขันที่เป็น ธรรมของภาคธุรกิจไทย ทำให้ประเทศชาติของเรารุดหน้าไปอย่างยั่งยืน
เกี่ยวกับผู้เขียน
* ดร.โสภณ พรโชคชัย วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ที่ดิน-ที่อยู่อาศัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ประกาศนียบัตร การประเมินค่าทรัพย์สินจากสถาบันนโยบายที่ดินลินคอล์น และการพัฒนาที่อยู่อาศัยจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกลูแวง ปัจจุบันเป็นผู้บริหารธุรกิจเอกชนในฐานะประธานศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA ในทางสังคมเป็นกรรมการหอการค้าสาขาจรรยาบรรณ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่ปรึกษาสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นประธานกรรมการมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นอุปนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์นานาชาติ เป็นที่ปรึกษาสถาบันประเมินค่าทรัพย์สินแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาซึ่งจัดตั้ง โดยสภาคองเกรส เป็นต้น ดร.โสภณได้มีโอกาสช่วยราชการสำนักงาน ปปช. โดยเป็นวิทยากรและเป็นประธานคณะทำงานดำเนินการรวบรวมข้อมูลและจัดทำเอกสาร สื่อประชาสัมพันธ์
* ดร.โสภณ พรโชคชัย วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ที่ดิน-ที่อยู่อาศัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ประกาศนียบัตร การประเมินค่าทรัพย์สินจากสถาบันนโยบายที่ดินลินคอล์น และการพัฒนาที่อยู่อาศัยจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกลูแวง ปัจจุบันเป็นผู้บริหารธุรกิจเอกชนในฐานะประธานศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA ในทางสังคมเป็นกรรมการหอการค้าสาขาจรรยาบรรณ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่ปรึกษาสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นประธานกรรมการมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นอุปนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์นานาชาติ เป็นที่ปรึกษาสถาบันประเมินค่าทรัพย์สินแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาซึ่งจัดตั้ง โดยสภาคองเกรส เป็นต้น ดร.โสภณได้มีโอกาสช่วยราชการสำนักงาน ปปช. โดยเป็นวิทยากรและเป็นประธานคณะทำงานดำเนินการรวบรวมข้อมูลและจัดทำเอกสาร สื่อประชาสัมพันธ์
หมายเหตุ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ "คุณธรรม นำธุรกิจ" สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร: 2522 200 หน้า หน้า 23-34.
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ "คุณธรรม นำธุรกิจ" สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร: 2522 200 หน้า หน้า 23-34.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น