ปังคุงกะเจมส์

เพื่อนของฉัน

ผู้ติดตาม

ปฎิทินการทำงานของฉัน

ปฎิทินวันหยุดของไทย

คลังบทความของบล็อก

สาระน่ารู้...

  • สาระที่น่าสนใจ...
  • http://www.mediafire.com/?39b90obbrk1535v

link ที่สนใจ

  • http://www.teenee.com
  • http://www.hi5.com/
  • http://http://www.kapook.com
  • http://http://thestar.gmember.com
  • http://www.dek-d.com
  • http://www.youtube.com

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

บทความเรื่อง การสื่อสารการตลาดครบวงจร(IMC- Integrated Marketing Communication)


กลยุทธ์การตลาดแบบไอเอ็มซี(imc on action)
article
http://sim-son.com.www.readyplanet5.com/images/column_1248680080/success-300x261.jpghttp://sim-son.com.www.readyplanet5.com/images/column_1248680080/direct-marketing2.jpg
บทความเรื่อง การสื่อสารการตลาดครบวงจร(IMC- Integrated Marketing Communication)
                                                                       เรียบเรียงโดย ไซมอน โชติอนันต์ พลตื้อ
เครื่องมือการติดต่อสื่อสารการตลาด(Integrated Marketing Communication-IMC)
          IMC จะใช้การติดต่อสื่อสารทุกรูปแบบที่เหมาะสมกับผู้บริโภคกลุ่มนั้น หรือเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเปิดรับ (Exposure) ทุกรูปแบบ
รูปแบบต่าง ๆ ของ IMC  
    ซึ่งตัวอย่าง รูปแบบเหล่านี้อาจจะไม่ครบถ้วนตามรูปแบบของ IMC แต่เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมาก เพราะว่าความคิดทางวิชาการใหม่ๆ จะเกิดขึ้นเสมอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ (เสรี วงษ์มณฑา. 2540:25)

         1.   การโฆษณา (Advertising)
เป็นรูปแบบของการสร้างการติดต่อสื่อสารด้านตราสินค้า (Brand contact)  การโฆษณาใช้ในกรณีต่อไปนี้
         1.1  ต้องการสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์  (Different:ate  product) อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
         1.2  ต้องการยึดตำแหน่งครองใจสินค้า (Brand  positioning)
               ตัวอย่าง  ต้องการสร้าง positioning ว่าโพรเทคส์ เป็นสบู่ป้องกันแบคทีเรีย  รี จอยส์เป็นแชมพูที่มีตำแหน่งผลิตภัณฑ์ว่าเป็น 2 in 1 ซึ่งผลิตภัณฑ์ แรกที่เข้าสมาในตลาดก่อน คือ Dimension 2 in 1 แต่ Dimension ใช้โฆษณาน้อย ดังนั้น รีจอยส์จึงสามารถยึดครอง positioning การเป็น 2 in 1 ได้ดีกว่า ดังนั้นโฆษณาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีการทำโฆษณาก็เหมือนกับว่าเราไม่มีกรรมสิทธิ์ในตราสินค้า
         1.3  ใช้การโฆษณาเมื่อต้องการสร้างผลกระทบ (lmpact) ที่ยิ่งใหญ่
                        ตัวอย่าง  โครงการบ้านจัดสรรทายาทเศรษฐีมีกลุ่มเป้าหมายน้อย  แต่เพื่อให้โครงการมีความยิ่งใหญ่  ถือว่าเป็นการโฆษณาให้มีผลกระทบทั้งด้านภาพลักษณ์ (lmage) และผลกระทบ (lmpact) ทางด้านการพูดคุยในกลุ่มลูกค้า
         1.4  ถ้าสินค้าเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วไม่ต้องให้ความรู้กับคน  (Educated)  ต้องการย้ำตำแหน่งสินค้า  (Brand  positioning) ต้องการสร้างความแตกต่าง  (Differentiation)  ลูกค้ามีพฤติกรรมที่ไม่ต้องเปลี่ยนความคิดของลูกค้า ก็ควรใช้การโฆษณา เช่น  แชมพูซันซิล  หมากฝรั่งล็อตเต้  โฆษณาบ้านธรรมดา  คุณสมบัติบ้านไม่มีแนวความคิดใหม่ ๆ  เหล่านี้ไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างความคิดของผู้บริโภคใดๆ ทั้งสิ้น  เพียงสร้างการรู้จัก  (Awareness) และแสดงจุดขาย (Selling  point)ตำแหน่งผลิตภัณฑ์  (positioning)ที่ชัดเจน

          2.  การขายโดยใช้พนักงาน  (Personal  selling) 
เป็นสิ่งสำคัญมาก  ซึ่งจะใข้พนักงานขายในกรณี ต่อไปนี้
          2.1  เมื่อสินค้านั้นเหมาะสมกับการขายโดยใช้พนักงาน  เช่น  สินค้าประเภทที่ขายตามบ้าน (Door to door selling) ไม่ว่าจะเป็นการประกับชีวิต  เครื่องใช้ไฟฟ้า  รวมถึงเครื่องสำอาง
          2.2  เมื่อลักษณะสินค้าต้องมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์  (Product  Knowledge)เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสลับซับซ้อนซึ่งไม่สามารถจ่ายผ่านสื่อมวล ชน  (Mass media)ได้ สินค้าพวกนี้ได้แก่ เครื่องดูดฝุ่น  เครื่องทำน้ำแข็ง  เครื่องจักร  รถยนต์  เครื่องยนต์  สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ  จึงต้องอาศัยพนักงานขายช่วยอธิบาย เพราะไม่สามารถใช้สื่อโฆษณาอธิบายได้ชัดเจน
          2.3  หน่วยงานขายจำเป็นต้องใข้ในกรณีที่สินค้านั้นต้องการบริการที่ดี  (Good  sales services)ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้คนให้บริการประกอบการขายสินค้านั้นด้วย  โดยพนักงานขายจะเป็นผู้บริการแนะนำ ติดตั้งซ่อมบำรุง ซึ่งพนักงานขายมีบทบาทสำคัญมากขึ้น

         3.  การส่งเสริมการขาย (Sale promotion)
มีวัตถุประสงค์ของการวางแผน ดังนี้
          3.1  การดึงลูกค้าใหม่  (Attract  new  users)  การที่จะดึงลูกค้าให้มาซื้อสินค้านั้นจะต้องลดอะตราเสี่ยงจากการใช้สินค้า ใหม่ให้กับผู้บริโภค  การลด  แลก  แจก  แถม  เป็นวิธีหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงได้ เป็นสิ่งที่จะเอาชนะความเฉื่อย ชา(lnershier)ของการคิดเปลี่ยนแปลง
                  3.2  การรักษาลูกค้าเก่าไว้  (Hold current customer) ในกรณีที่คู่แข่งมีการออกสินค้าใหม่ลูกค้าอาจจะเกิดความสนใจและมีความคิด อยากจะทดลองใข้สินค้าใหม่  ดังนั้นจะต้องแก้ไขโดยทำให้ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย  (Off  set  หรือ  dilute)  ซึ่งเป็นการลดความเข้มข้นลงด้านการส่งเสริมการขาย  ลูกค้ามีความสนใจในสินค้าใหม่แต่ยังไม่แน่ใจในคุณภาพของสินค้า  ซึ่งตราสินค้าเก่าที่ใช้จนแน่ใจในคุณภาพแล้วมีการส่งเสริมการตลาดในกรณีการ เปลี่ยนใจจะยากมาก
           3.3  การส่งเสริมลูกค้าในปัจจุบันให้ซื้อสินค้าในปริมาณมาก (Load present user) กรณีนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับคู่แข่งขัน แต่เกิดขึ้นเพราะไม่แน่ใจว่าลูกค้า จะกลับมาซื้อสินค้าอีกหรือไม่  เช่น  น้ำยาล้างจานเมื่อผู้บริโภคใช้หมดแล้ว  ไม่แน่ใจว่าจะกลับมาซื้อสินค้าอีกหรื่อไม่  สิ่งนี้จึงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข  โดยทำอย่างไรลูกค้าจึงจะซื้อสินค้าในจำนวนมาก เช่น ให้คูปองมูลค่า 15 บาท กับน้ำยาล้างจานขนาด 10 บาท เพื่อไปซื้อน้ำยาล้างจานขนาดแกลลอน
           3.4  การเพิ่มอัตราการใช้ผลิตภัณฑ์  (Increased product usage) เกิดขึ้นเมื่อต้องการให้ผู้บริโภคใช้สินค้ามากขึ้นกว่าเดิมหรือใช้อย่างต่อ เนื่อง  ตัวอย่าง  การสะสมไมล์  เพื่อให้ใช้บริการจากสายการบินนั้นอย่างต่อเนื่อง  บัตรเครดิตอาจกำหนดว่าถ้าใครใช้ถึง  50,000 บาทภายใน 3 เดือน จะได้ของแถมโดยการสะสมคะแนน
           3.5  การส่งเสริมการขายทำให้ผู้บริโภคเกิดการยกระดับ  (Trade  up)  โดยให้ซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น  มีขนาดใหญ่ขึ้น   หรือมีคุณภาพดีขึ้น  ตัวอย่าง  ให้ผู้บริโภคนำรถยนต์โตโยต้ารุ่นเก่ารุ่นใดก็ได้มาแลกซื้อรถยนต์รุ่นใหม่
           3.6  การเสริมแรงการโฆษณาในตราสินค้า  (Reinforce  brand  advertising)  เมื่อโฆษณาไปแล้วควรใช้การส่งเสริมการตลาด  เช่น  โปสเตอร์  โมบาย  ป้ายแขวน  แผ่นพับ  ใบปลิว  ชั้นวางที่พูดได้  (Shelf talker) เมื่อผู้บริโภคเดินผ่านก็จะพูดคุยกับผู้บริโภค  เป็นการเพิ่มการรู้จัก  (Increased  awareness)  และสร้างผู้รับข่าวสาร  (Audienceship)  เกิดความได้เปรียบบนชั้นวาง(Shelf advantage) 
สามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค

          4.  การให้ข่าวและการประชาสัมพันธ์  (Publicity and public relation) 
ใช้กรณีต่อไปนี้
            4.1  ใช้การให้ข่าวและประขชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์  (Image) ว่าเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งคุณสมบัติอื่นๆ ไม่สามารถสร้างได้เหนื่อกว่าคู่แข่ง คุณสมบัติต่างๆ ของผลิตภัณฑ์เท่าเทียมกับคู่แข่ง ภาพลักษณ์จะเป็นสิ่งเดียวที่จะสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ได้ดี  เมื่อสิ่งอื่นเท่ากันหมดภาพลักษณ์จึงเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่เพื่อใลช้ใน การต่อสู้ได้  โดยใล้เรื่องราว และ ตำนาน ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งขันจะเลียนแบบกันได้ยากมาก ตัวอย่างปูน TPI จะทำปูนให้มีคุณสมบัติต่างๆ เท่าสยามซีเมนต์ ทางด้านคุณภาพ ความสามารถในการทำงาน และคุณสมบัติต่างๆ ได้ แต่จะบอกว่ามีประวัติอันยาวนานเหมือนสยามซีเมนต์ย่อมทำไม่ได้
            4.2  การให้ข่าวและประชาสัมพันธ์จะใช้เมื่อต้องการให้ความรู้กับบุคคล  สินค้าบางชนิดจะประสบความสำเร็จได้   เมื่อคนมีความรู้ในตราสินค้านั้นจึงต้องอธิบายถึงคุณสมบัติเกี่ยวกับสินค้า  สมมติว่าขายเนื้อโกเบซึ่งมีราคาที่แพงกว่าเนื้อธรรมดา เนื้อสันในธรรมดาราคากิโลกรัมละ 200 บาท เนื้อสหรัฐอเมริกาขายกิโลกรัมละ 350 บาท  เนื้อโกเบขายกิโลกรัมบะ 420 บาท ในกรณีนี้จะต้องให้ความรู้ในคุณสมบัติขจองเนื้อโกเบว่านุ่ม ไม่เหนียวไม่มีพังผืด ผู้บริโภคจะต้องมองเห็นค่าของเนื้อโกเบเขาจะยอมจ่ายเงินซื้อ
           4.3  เมื่อมีข้อมูลข่าวสารจำนวนมากที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม (Values added) ให้กับผลิตภัณฑ์และข่าวสารนั้นไม่สามารถบรรจุเข้าไปในการโฆษณาได้ เพราะการโฆษณามีเวลาเพียง 30 วินาทีเท่านั้น ดังนั้นจึงใส่ข้อมูลเข้าไปในโ)ษณามากๆ ไม่ได้ควรใช้ PR แทนในกรณีที่มีข้อมูลมากมายที่เป็นจุดชื่นชมในสินค้าเช่น เป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์  (Brand Knowledge)  ซึ่งการโฆษณาไม่อาจจะครอบคลุมได้ แต่ขณะเดียวกันโฆษณาเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

             5.  การตลาดทางตรง  (Direct marketing) 
หมาย ถึง การตลาดทางไกล (Telemarketing)  การขายทางแคตาล็อก (Catalogue sales) การสั่งซื้อทางไปรษณีย์ (Mail order) การตลาดทางตรง ใช้กรณีต่างๆดังนี้
              5.1  เมื่อมีฐานข้อมูล (Database) ที่ดีพอในกรณีนี้ถ้าทราบว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใครอยู่ที่ไหนจะเป็นการประหยัด กว่าการใช้สื่อ
ถ้ากลุ่มเป้าหมายมี 8,000 คน ค่าแสตมป์ คนละ 2.50 บาท จะเห็นว่าค่าใช้จ่าย 20,000 บาท ซึ่งถูกกว่าที่เราจะไปลงในสื่อสิ่งพิมพ์ที่ราคาสูง
ถึงประมาณ 700,000 บาท
              5.2  เมื่อต้องการสร้างการตลาดที่มีความเป็นส่วนตัว (Personalized marketing) ต้องการให้กลุ่มเป้าหมาขยเกิดความรู้สึก
ว่าเป็นการตลาดแบบส่วนตัวเมื่อผู้บริโภคได้รับจดหมายแล้วจะรู้สึกว่าเป็น ลูกค้าสำคัญเป็นลูกค้าที่ประธานบริษัทรู้จัก ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี และภาคภูมิใจว่าตนเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้รับเลือกเป็นกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่าง เป็นกลุ่มเป้าหมายของคอนโดมิเนียมมูลค่า 20 ล้านบาท เป็นกลุ่มเป้าหมายของบัตรเครดิตชั้นนำ
              5.3  ใช้เพื่อเป็นกลยุทธ์ติดตามผล  (Follow up strategy) สมมติโครงการอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจคอนโดมิเนียมมีคนมาเยี่ยม200 คน แต่ว่ามีคนที่สนใจเกิดความต้องการ 20 คน ส่วนอีก 180 คนนั้นเป็นกลุ่มที่เรียกว่ารอและดูไปก่อน เป็นกลุ่มที่จะต้องติดตามต่อไป ดังนั้นรอบสองอาจไม่จำเป็นต้องโฆษณาผ่านสื่อมวลขน หรือสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ใช้การตลาดทางตรงแทน โดยใช้จดหมาย ส่งผ่านไปยังอีก 180 คนนั้น เป็นการเตือนความทรงจำและการเร่งรัดการตัดสินใจ
              5.4  เป็นการเตือนความทรงจำ (Remind) การใช้ตลาดทางตรงเพื่อติดต่อสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเดิมและสร้างความสัมพันธ์ ที่ดี เช่น ต่ออายุนิตยสาร วารสาร หนะงสือพิมพ์ เมื่อใกล้หมดอายุสมาชิกแล้ว

เด็กเลี้ยงแกะ..ป่วยทางจิต หรือแค่พฤติกรรมป่วนๆ (มติชน)

เด็กเลี้ยงแกะ..ป่วยทางจิต หรือแค่พฤติกรรมป่วนๆ (มติชน)

          มี พ่อแม่จำนวนมากมักจะเดือดเนื้อร้อนใจ เมื่อครูที่โรงเรียนบอกว่า ลูกมักจะมีพฤติกรรมพูดโกหก ไม่ชอบพูดความจริง หรือไปที่ไหนใครๆ ก็หาว่าลูกเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ปัญหานี้ถ้ามองให้เป็นเรื่องเล็กก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าพฤติกรรมชอบโกหกจะสามารถสะท้อนถึงอาการป่วยทางจิตของลูกได้ ถ้า เป็นอย่างนี้แล้ว นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ทั่วไปโรงพยาบาลมนารมย์ บอกว่า คงต้องรีบเยียวยา เพราะถ้าหากเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ อนาคตเกิดเป็นดารา นักแสดง นักการเมือง หรือคนมีชื่อเสียง ยังไม่ทิ้งลายชอบเลี้ยงแกะแล้ว ผลกระทบและความเสื่อมเสียอาจเกิดขึ้นกับครอบครัวได้

          นพ.กัมปนาทให้ข้อมูลว่า การที่เด็กมีพฤติกรรมชอบโกหกต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ถ้า หากมองในแง่ดี การโกหกอาจเป็นธรรมชาติของเด็ก เพราะโดยพื้นฐานทางจิตใจของเด็กนั้นจะไม่โหดร้ายเหมือนผู้ใหญ่ และการโกหกส่วนใหญ่อาจจะมีเหตุผลบางประการ เช่น เกรงว่าจะถูกทำโทษเมื่อทำผิด หรือต้องการขโมยเงินพ่อแม่เพื่อเอาไปซื้อของเล่นยอดฮิตเหมือนเพื่อนๆ ที่โรงเรียน แต่กลัวพ่อแม่จับได้เลยต้องโกหก ประเภทนี้ต้องพิจารณาถึงสาเหตุว่าเพราะอะไรเด็กถึงไม่ไว้ใจพ่อแม่ ผู้ ปกครอง เมื่อกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมลงไป ส่วนผู้ปกครองเองก็ไม่ควรมานั่งจับผิดหรือมีทัศนคติที่ไม่ดีใส่เด็ก หากปล่อยทิ้งไว้ การสร้างมาตรการลงโทษแบบแก้ไขที่ปลายเหตุมักจะไม่ได้ผล เด็กก็จะถูกมองเป็นเด็กไม่ดีและมองตัวเองด้อยคุณค่าในที่สุด เมื่อเริ่มเป็นวัยรุ่นก็มักจะมีพฤติกรรมที่ร่วมกับการโกหกอีกหลายอย่างจน กลายเป็นเด็กมีปัญหาหรือเด็กที่จะกลายเป็นโจรในอนาคต (conduct disorder) และเติบโตขึ้นมาเป็นโจร (psychopath) ในที่สุด

          สำหรับวัยรุ่นเองปัญหาที่มักจะเจอส่วนใหญ่ก็คือการคบเพื่อน การมีกลุ่มเพื่อนที่อาจจะชักจูงกันไปทำกิจกรรมที่ไม่ค่อยถูกต้องหรือถูกใจ ผู้ปกครองมากนัก ก็พยายามหาวิธีการหลบหลีกด้วยการโกหก บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองเองก็จับไม่ได้ และบ่อยครั้งที่ผู้ปกครองเองก็จับได้ด้วย ดังนั้น สิ่งที่จะตามมาก็คือ อาจจะถูกตำหนิดุด่าจนในที่สุดพฤติกรรมเหล่านั้นแทนที่จะหายไป กลับยิ่งถูกส่งเสริมให้รุนแรง ยิ่งหากจากครอบครัวมากขึ้น

          จิตแพทย์เล่าว่า เด็ก ที่มีความเจ็บป่วยทางด้านจิตเวช เช่น เด็กที่มีปัญหาเรื่องสติปัญญาบกพร่อง มีปัญหาเรื่องภาษา เด็กที่ป่วยเป็นโรคจิต บางครั้งก็ดูเหมือนว่าจะพูดเรื่องที่ไม่จริงตามความคิดที่เกิดขึ้นในโลกส่วน ตัว จากการที่มีสติปัญญาบกพร่องอยู่ หรือเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์เช่น โรคซึมเศร้า อาจจะไม่ได้แสดงออกทางอารมณ์ แต่มาแสดงออกทางพฤติกรรมเช่น พูดโกหก หนีเรียน ลักขโมย เป็นต้น ก็สามารถพบเห็นได้บ่อยในบ้านและโรงเรียน

          นพ.กัมปนาท ฝากข้อแนะนำกับพ่อแม่ผู้ปกครองถึงการช่วยลูกไม่ให้เป็นเด็กเลี้ยงแกะ ดังนี้

          1.พ่อแม่ควรสร้างความไว้วางใจกับลูก เพื่อเวลาที่ลูกทำผิดหรือทำสิ่งไม่ดีลงไป ลูกจะได้ปรึกษา แทนที่ลูกจะกลัวความผิดและใช้วิธีการโกหก

          2.ไม่ควรตำหนิ หรือดุด่าลูกเมื่อลูกทำความผิด ควร ใช้เหตุผลพูดคุยกัน เพราะบางทีการที่เด็กถูกตำหนิดุด่าอาจจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมชอบโกหก และบางครั้งพฤติกรรมเหล่านั้นก็อาจจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น

          3.ไม่ควรจับผิดลูกมากจนเกินไป เพราะ จะทำให้ลูกรู้สึกเหมือนเป็นนักโทษ เช่น บางครั้งลูกกลับบ้านดึก แม่ก็คอยซักถาม จับผิดว่าลูกไปไหน ไปทำอะไร ซึ่งบางทีลูกอาจแค่ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน แต่การที่พ่อแม่ซักถามเหมือนไม่ไว้ใจลูก และไต่สวนเหมือนเป็นผู้กระทำความผิด เด็กก็อาจจะใช้วิธีการโกหก เพื่อให้พ่อแม่หยุดซักถามหรือหลบหลีกด้วยการโกหก

          4.ควรหลีกเลี่ยงการลงโทษเมื่อลูกทำผิดหรือจับโกหกได้  เพราะยังมีทางออกที่ดีกว่าวิธีการลงโทษ ควรจะพูดจาเพื่อทำความเข้าใจ เพราะการลงโทษเป็นการหามาตรการแก้ไขที่ปลายเหตุ ส่วนสาเหตุที่แท้จริงอาจเกิดจากเหตุผลบางประการของลูก ซึ่งจะต้องทำการพูดคุยกัน แต่ถ้าหากเด็กทำผิดแล้ว กลัวการถูกทำโทษ เด็กอาจใช้วิธีการโกหกเพื่อให้พ้นความผิดก็ได้ หากปล่อยไว้นานๆ ก็จะเริ่มติดเป็นนิสัยไปจนโต

          5.พยายามสังเกตว่าลูกมีอาการป่วยทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า บกพร่องทางสติปัญญา หรือมีปัญหาเรื่องภาษา ควรทำความเข้าใจกับเด็กเหล่านี้ ว่าบางที่การที่เด็กโกหกอาจไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพียงเพราะพวกเขาป่วย ทางที่ดีควรจะรีบพบจิตแพทย์เพื่อรักษาอาการทางจิตเหล่านี้ เพราะอาจจะส่งผลเสียต่อเด็ก เช่น คิดฆ่าตัวตาย เป็นต้น

          ดูรายละเอียดที่ www.manarom.com

บทความ หลังวาเลนไทน์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด หลังวาเลนไทน์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์

ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เหมือนคนทั่วไป “กุหลาบ ช็อคโกแลต คำบอก รัก"

สามสิ่งนี้ต้องเวียนเข้ามาหาชีวิตผม เพื่อให้คนคนหนึ่งใน ทุก ๆ ปีของวันนี้

ก่อนวันที่ 14 กุมภาพันธ์

ผมเดินออกจากบ้านในมือมีผ้าเช็ดหน้าสีชมพูที่ต้องการเอาให้แฟนของผม

เธอเป็นหญิงสวยมาก เป็นดาวคณะของมหาลัยของเรา ก่อนผมจะออกไปพบเธอ

เธอโทรมาหาผม ผมจึงวางผ้าเช็ดหน้าที่ผมบรรจงพับไว้บนโต๊ะ หลังจากการพร่ำ

บอกรักกันด้วยถ้อยคำหวานหู เป็นเวลานานทีเดียวผมปรี่ออกจากบ้านไปหาเธอ

โดยไม่ลืม ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น แต่แล้ว!! ผมก็เห็นพ่อของผมถือมันออกมาในผ้าผืนนั้น

มีรอยเลือด "พ่อ ทำอะไรหนะ" ผมโพล่งถามด้วยความโมโห พ่อหน้าซีดทันที

" X เหมียวหนะ มันโดนกัด พ่อเลยเอาผ้าไปเช็ดเลือด"

"พ่อรู้ไหม ผมกำลังจะเอาไปให้แฟน"

พ่อเงียบ . . . ผมเกลียดจริงๆ เวลาพ่อ เงียบเมื่อจนกับปัญหา ความโหโห

สั่งผมให้ทำได้ แม้กระทั่งจะตบหน้าพ่อ พ่อเบือนหน้า

"พ่อขอโทษ มานี่ . . . " พ่อยื่นมือมารับผ้าเช็ดหน้า

"พ่อจะเอาไปซักให้เอง” ผมงอนพ่อถึงกับไม่ยอมคุยกับพ่อเป็นเวลานานพอควร

ไม่ยอมลงจากบ้าน เป็นเวลาเกือบทั้งสองวันที่ผมไม่เจอหน้าใครหมกตัวอยู่กับห้อง

มีเพียงแม่เท่านั้น ที่คอยส่งข้าวให้ผม ยามเมื่อผมมองตาแม่ครั้งใดทุกครั้ง

ดวงตาแม่จะแดงปรี่ ด้วยน้ำตา ผมเริ่มรู้สึกว่า บางทีผมอาจจะทำเกินไป. . .

14 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่ครั้งที่ผมเห็นแม่เสียใจ ผมก็รู้สึกว่าผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่า

ผมยอมออก มาจากห้อง ผมไม่เห็นพ่อ เดินออกมาที่บริเวณลานซักผ้า กาละมังยังมี

ผ้าที่ยังไม่ซัก หลายผืน ข้างๆ มีกองเลือดอยู่และที่ราวตากผ้ามี ผ้าเช็ดหน้าของผม

ถึงจะล้างรอยเลือด ไม่หมด ก็ยังดีที่พ่อยังห่วงใยผม ยังแคร์ผมอยู่

"พ่อ ผมอยากขอโทษครับ" พอผมหันหน้าจะกลับเข้าบ้านก็พบกับแม่

แม่ร้องไห้มาแต่ไกล แม่วิ่งมากอดผม "พ่อเสียแล้วนะ"

ผมอึ้ง!! แม่ลำดับเหตุการณ์ และทำให้ผมทราบว่า พ่อป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ

ติดเชื้อรอยเลือดที่เห็นนั้นคือเลือดที่พ่อจามออกมา พ่อมองไม่เห็น

"พ่อกำชับแม่มาตอนที่ลูกโกรธว่า อย่าบอกลูกเด็ดขาดว่าพ่อป่วย "

"ทำไมล่ะ ครับ"

"พ่อกลัวเราจะเสียใจ แล้วไม่ได้ออกไปเที่ยวกับแฟน"

ผมอึ้งเป็นครั้งที่สอง! "พ่อบอกแม่ด้วยว่า ถ้าพ่อเสียวันนี้ อย่าเพิ่งบอกลูก

ให้ลูกไปเที่ยวกับแฟนก่อน พ่อไม่อยากให้ลูกเป็นทุกข์ พลาดโอกาสอย่างนี้

เพราะพ่อคนเดียว พ่อบอกด้วยว่าพ่อซักผ้าเช็ดหน้าให้แล้ว มันไม่สะอาดหรอก

แต่พ่อบอกว่าพ่อของลูกทำดีที่สุดแล้ว" ผมกอดแม่ร้องไห้วันนี้จะเป็น

วันวาเลนไทน์ที่อยู่ในความทรงจำตลอดไป "พ่อครับ ผมขอโทษ . . .”

บทความเรื่อง แนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคดโกงในภาคธุรกิจเอกชน


บทความเรื่อง แนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคดโกงในภาคธุรกิจเอกชน
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ "คุณธรรม นำธุรกิจ"
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร: 2522 200 หน้า หน้า 23-34.
          Corruption ซึ่งแปลไทยว่าการทุจริต ประพฤติมิชอบ โกงกินและติดสินบน แพร่หลายเป็นอย่างมากและในแทบทุกวงการในประเทศไทยของเรา ผมจำได้ว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วสมัยผมยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรี มีคำขวัญที่โด่งดังว่า “ช่วยขจัดคอร์รับชั่นให้สิ้น เพื่อแผ่นดินไทยอยู่รอด” บัดนี้คนที่เคยโกงกินเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก็คงหมดอำนาจหรือตายไปเกือบหมดแล้ว แต่คนโกงกินรุ่นใหม่ก็กลับมาสืบทอด “เจตนารมณ์” อย่างไม่ขาดสาย!
          การทุจริต ซึ่งเป็นคำไทยที่ต่อไปนี้จะใช้แทนภาษาอังกฤษว่า Corruption นั้นมักพุ่งเป้าไปที่การประพฤติมิชอบในวงราชการ แต่ในบทความนี้ มุ่งชี้ให้เห็นถึงการทุจริตในภาคเอกชน ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับการทุจริตภาครัฐเช่นกัน
อย่างไรจึงเป็นการทุจริต
          หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่ชื่อว่า United Nations Development Program (UNDP) ได้จัดทำ Anti-Corruption: Practice Note {1} ขึ้น ใจความสำคัญสรุปได้ว่าการทุจริตนั้นเป็นความล้มเหลวของการบริหารจัดการที่ แสดงถึงการขาดความโปร่งใสและการตรงไปตรงมาและไม่ได้เป็นการปกครองโดยระบบ นิติรัฐที่ถือกฎหมายเป็นหลัก ปรากฏการณ์เช่นนี้ในประเทศไทยของเรา สะท้อนจากอาการ “คนไทยกลัวตำรวจ แต่ไม่กลัวกฎหมาย” ซึ่งต่างจากประเทศตะวันตกอย่างเด่นชัด {2}
          UNDP ได้สรุปผลร้ายของการทุจริตหลายประการ ได้แก่:
          1. ลดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศ
          ผมเคยไปเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงการคลังในประเทศเพื่อนบ้าน 2-3 แห่ง บริษัทขนาดใหญ่ที่จะเข้าไปทำธุรกิจ ต่างต้องเสีย “ค่าต๋ง” ให้กับข้าราชการใหญ่ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม หาไม่ก็จะไมได้รับสัมปทาน เป็นต้น
          2. ลดทอนรายได้ของภาครัฐที่จะนำมาเพื่อการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
          ทำให้ผู้มีรายได้น้อย ยิ่งยากจนลง ส่งผลเสียต่อประเทศโดยรวม จะเห็นได้ว่า ประเทศในภูมิภาคนี้อาจมีความแตกต่างกันไม่มากนักเมื่อราว 50 ปีก่อน แต่ในขณะนี้แตกต่างกันมาก ประเทศที่มีการทุจริตมาก ย่อมเจริญน้อยกว่าประเทศที่มีการทุจริตน้อย
          3. จัดสรรทรัพยากรผิด
          ทำให้การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดซึ่งแทนที่จะนำไปพัฒนา ประเทศ กลับนำไปใช้ในวงการอื่นที่อาจมีความจำเป็นน้อยกว่า เช่น ในด้านงบประมาณการทหาร เป็นต้น
          4. ทำให้กฎหมายบ้านเมืองขาดความศักดิ์สิทธิ์
          ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
          5. เป็นการทำลายระบบสิทธิมนุษยชน
          สร้างวงจรความชั่วร้ายจากการทุจริต กลุ่มที่อยู่เหนือกฎหมายย่อมกระทำการให้ผู้อื่นเสียสิทธิอันชอบธรรม และส่งผลต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมโดยรวม
          การขจัดการทุจริตจึงเป็นภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของ คนไทยทุกคน การร่วมกันขจัดการทุจริตจึงเป็นกุศลกรรมที่ทำแล้วจะเป็นมงคลต่อชีวิตเหนือ กว่าการทำบุญใด ๆ แต่ในความเป็นจริงก็อาจ “โชคร้าย” ถูกทำลายชีวิตและทรัพย์สินได้เช่นกัน
รูปแบบการทุจริตในภาคเอกชน
          บางท่านอาจนึกภาพไม่ออกว่าการทุจริตในภาคเอกชนเป็นอย่างไร เพราะส่วนมากเห็นแต่การทุจริตในภาครัฐ  รูปแบบการทุจริตในภาคเอกชน มีตั้งแต่การที่ถูกปัจจัยภายนอกบังคับให้ทำการทุจริต เช่น จำเป็นต้องจ่ายเงิน “ใต้โต๊ะ” หาไม่ก็ไม่อาจประกอบธุรกิจได้ (โดยสะดวก)  การทุจริตฉ้อโกงโดยผู้บริหารบริษัทนั้นเอง การทุจริตภายในวิสาหกิจซึ่งกระทำโดยพนักงานเอง เป็นต้น
          1. การทุจริตที่เกิดจากปัจจัยภายนอก
          ในที่นี้หมายถึงการที่วิสาหกิจเอกชนจำเป็นต้องติดสินบนเจ้า พนักงานเพื่อให้สามารถทำธุรกิจได้ (โดยสะดวก) หรือโดยไม่ถูกขัดขวาง หน่วงเหนี่ยว ปรากฏการณ์เช่นนี้มีเห็นอยู่ทั่วไปในวงการการรับ-ส่งสินค้าระหว่างประเทศ การขอรับใบอนุญาตต่าง ๆ จากทางราชการ แม้แต่วิสาหกิจชั้นดีที่มีธรรมาภิบาลสูงจากต่างประเทศก็ยังต้องยอมติดสินบน เช่น การเข้าไปทำธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศโลกที่สาม เป็นต้น
          ในประเทศตะวันตกที่มีระบบการต่อสู้กับการทุจริตที่ดี ปรากฏว่า ต้นทุนในการเลี่ยงภาษี สูงกว่ามูลค่าของการเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย  แต่ในกรณีประเทศกำลังพัฒนา  ต้นทุนในการเลี่ยงภาษีกลับต่ำกว่า จึงทำให้นักธุรกิจยินดีหรือจำเป็นที่จะต้องติดสินบน เพื่อให้การทำธุรกิจเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยถือต้นทุนนี้เป็นต้นทุนปกติหนึ่งของการทำธุรกิจนั่นเอง
          2. การตั้งใจฉ้อโกงโดยเจ้าของวิสาหกิจ
          กรณีนี้ถือเป็นการมุ่งกระทำอาชญากรรมโดยโจ่งแจ้ง ได้แก่ การตั้งวงธุรกิจแชร์ลูกโซ่ หรืออาชญากรรมเศรษฐกิจผ่านการขายสินค้าด้วยระบบขายตรงบางรายการ เป็นต้น กรณีนี้ถือเป็นการฉ้อโกงลูกค้าหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น สมควรที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
          เมื่อเร็ว ๆ นี้พนักงานผู้ช่วยเลขานุการของผมคนหนึ่ง ยินดีลาออกจากงานเพื่อไปสมัครงานในบริษัทใหม่ซึ่งเป็นของเพื่อนและจ่ายเงิน เดือนมากกว่าผมถึง 40% ผมก็ยินดีให้ลาออกไป แต่พนักงานผู้นี้ทำงานได้เพียงเดือนเศษ ๆ ก็ลาออกเพราะพบว่า บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่เข้าข่าย “ต้มตุ๋น” ประชาชน ในระหว่างทำงาน ก็ทำด้วยความไม่สบายใจ เพราะมีผู้รักษากฎหมายเข้ามาตรวจและจับกุมผู้บริหารบริษัทบ่อยครั้ง แต่ผู้บริหารก็ไม่ได้ถูกจับไป ซึ่งก็คงเป็นเพราะได้ติดสินบนเจ้าพนักงานนั่นเอง
          3. การทุจริตของผู้บริหาร-พนักงาน
          ผมเป็นกรรมการที่ปรึกษาของสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาหลายสมัย ทราบจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องว่า การทุจริตในวงการสถาบันการเงินนั้น ส่วนมากมาจากการทุจริตจากบุคคลภายใน เช่น โดยผู้บริหารหรือพนักงาน ไม่ใช่การโกงจากลูกค้าภายนอก เช่น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การทุจริตจากภายในนี้ เป็นการทุจริตที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ โปรดดูพาดหัวข่าวเฉพาะในวงการสถาบันการเงินที่มีระบบตรวจสอบที่ดีที่สุดแล้ว ยังมีข่าวออกบ่อย ๆ ดังต่อไปนี้:
  • แจ้งจับผู้ช่วยผจก.แบงก์ธนชาตโกง 17 ล. (คมชัดลึก: 3 เมษายน 2552)
  • จำคุกเกริกเกียรติ 20ปีชดใช้บีบีซี 1.5พันล. (กรุงเทพธุรกิจ: 11 มีนาคม 2552)
  • ศาลสั่งจำคุกสาวแบงก์ 492 ปี ฐานโกงเงินลูกค้ากว่า 65 ล้านบาท (โพสต์ทูเดย์ 27 กันยายน 2551)
  • ผช.ผจก.สาวแบงก์ โกง200ล.ตร.ประกาศจับทั่วปท. (ข่าวสด: 6 พฤษภาคม 2550)
  • พนักงานธ.กรุงเทพ โกงเงินลูกค้าเกือบ 3 ล้านบาท (28 กันยายน 2550)
  • รวบหนุ่มแบงก์ โกง 45 ล. ติดหวยงอมแงม (ไทยรัฐ: 26 พฤศจิกายน 2548)
  • สาวแบงก์ทหารไทยโกงเงินลูกค้า 13 ล.นานกว่า 3 ปี (ข่าวสด: 25 กุมภาพันธ์ ไม่ทราบปี)
          4. การรับประโยชน์ที่มิควรได้
          ประโยชน์ที่มิควรได้ประกอบด้วย การ “กินตามน้ำ” ในกระบวนการจัดซื้อของวิสาหกิจ ซึ่งมักมีความไม่โปรงใสต่าง ๆ ทั้งนี้รวมไปถึงการรับประโยชน์ทางอ้อมต่าง ๆ อันได้แก่ ใบหุ้น หรือการได้รับการอำนวยความสะดวกในการจับจ่ายหรือการรื่นรมย์ต่าง ๆ เช่น การเข้าแหล่งบันเทิงต่าง ๆ เป็นต้น
          ผู้บริหารของวิสาหกิจขนาดใหญ่โดยเฉพาะที่เป็นบริษัทมหาชนนั้น ทำการผูกขาดตัดตอนบริการเสริมต่าง ๆ เช่น ในกรณีสถาบันการเงิน ผู้บริหารนั้น ๆ อาจตั้งบริษัทขนเงิน บริษัทยาม บริษัทประเมินค่าทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อให้บริการแก่สถาบันการเงินของตนเอง การนี้ย่อมทำให้สถาบันการเงินไม่ได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ เนื่องจากขาดการแข่งขันเสรีจนได้รับบริการที่ดีที่สุด ณ ราคาที่ถูกที่สุด  ทำให้ผู้ถือหุ้นทั้งหลายได้รับความเสียหาย
          5. สวัสดิการที่สูงเกินควร
          วิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งโดยเฉพาะบริษัทมหาชน จ่ายสวัสดิการที่สูงเกินจริง เช่น ในวงการสายการบิน สายการบินที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกบางแห่ง ให้อดีตพนักงานสามารถซื้อตั๋วเดินทางในอัตราราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท ในขณะที่ผู้ใช้บริการทั่วไปต้องเสียค่าบริการหลายหมื่นบาท เป็นต้น
          อาจกล่าวได้ว่า พนักงานของวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งมีประสิทธิภาพการทำงานที่ต่ำ ทำงานอยู่ในลักษณะเสมือน “ทาก” “กาฝาก” หรือ “พยาธิ” ที่เกาะกินวิสาหกิจขนาดใหญ่ ในบางหน่วยงานอาจสามารถ “ดุน” พนักงานเหล่านี้ออกได้จำนวนมาก และหากพนักงานเหล่านี้ออกไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะหางานทำได้ในตลาดแรงงานทั่วไป เพราะคงมีคุณภาพต่ำเกินกว่าจะหางานตามอัตราเงินเดือนที่ได้รับอยู่ใน วิสาหกิจปัจจุบัน
          อาจกล่าวได้ว่ารูปแบบของการทุจริต ซึ่งสรุปจากกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ค มีดังนี้:
  • กลโกงในการประมูล
  • การ “ฮั้ว” ประมูล
  • การโกงในเรื่องสัญญา
  • การโกงในระบบการตรวจสอบ
  • การโกงในการจัดซื้อ - ต้นทุนสินค้า/บริการ
  • การติดสินบน
  • การโกงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าเดินทาง
  • การขโมยและการยักยอกทรัพย์ขององค์กร
ความคาดหวังของสังคม
          ความคาดหวังของสังคมต่อการไม่ทุจริตของวิสาหกิจต่าง ๆ นั้น สามารถเข้าใจได้ ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม (SMEs: Small and Medium Enterprises) ล้วนต้องไม่กระทำการทุจริต ดังนี้:
          1. ธุรกิจ SMEs
          หลายท่านคงเคยได้ยินว่า แม่ค้าขายขนมจีน เอากระดาษทิชชูมาผสมในน้ำยา นัยว่าเพื่อลดต้นทุนให้ขายได้ราคาถูก ช่วยให้ขายได้ดีขึ้น หรือใส่ผงชูรสมากมายเพียงเพื่อให้คนติดใจในรสชาติโดยขาดความรับผิดชอบ หรือนำอาหารที่เสื่อมคุณภาพมาขายจนกระทั่งเด็กนักเรียนกินแล้วอาเจียนกัน ทั้งโรงเรียน เป็นต้น
          ในธุรกิจไม่ว่าระดับ SMEs หรือธุรกิจขนาดใหญ่ มีคติชั่วร้ายอยู่อย่างหนึ่งก็คือ “ด้านได้-อายอด” กล่าวคือ ทำอะไรก็ได้ที่ขอเพียงให้ได้ผลตอบแทนงดงามในวันนี้โดยไม่รับผิดชอบ การทำธุรกิจเช่นนี้ย่อมไม่ยั่งยืนและยังเสี่ยงกับการถูกสั่งปิด เราจึงควรส่งเสริมธุรกิจให้รับผิดชอบ หาไม่ถือเป็นการละเมิด เป็นการกระทำผิดกฎหมาย เป็นอาชญากรรมที่ต้องถูกลงโทษ
          2. บริษัทมหาชน
          ข่าวในหนังสือพิมพ์ อาจพบเห็นได้ว่าเจ้าของเดิมของบริษัทมหาชน ทิ้งกิจการของตนเองหลังจากเข้าระดมเงินในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว ผู้บริหารบางคนโกงบริษัทของตนเอง หรือใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเพื่อบำรุงความสุขสบายของผู้บริหาร เป็นต้น
          อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ ตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต) ต่างมี มาตรการควบคุมบริษัทมหาชนรัดกุมกว่าแต่ก่อน และถือเป็นมาตรฐานที่ดีสำหรับวิสาหกิจอื่น ๆ นอกตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้เกิดความ โปร่งใส เป็นธรรม และปิดโอกาสการทุจริต
          3. นายธนาคาร
          เราคงเคยได้ยินว่า ธนาคารหลายแห่งที่เจ๊งไปนั้น เป็นเพราะการปล่อยกู้อย่างขาดความรับผิดชอบให้เครือญาติโดยขาดหลักทรัพย์ค้ำ ประกันที่เพียงพอ ธนาคารหลายแห่งขโมยโครงการที่มีแนวคิดการตลาดดี ๆ ไปทำเสียเอง หรือกว่าจะกู้เงินได้ ก็ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ผู้จัดการสาขา และผู้จัดการเขต เป็นต้น
          ธนาคารที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ก็คือการรับผิดชอบต่อลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มาฝากเงินหรือที่มากู้เงิน โดยการ “กวาดบ้าน” ตัวเองก่อน ปิดโอกาสที่จะเกิดทุจริต ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ เป็นต้น
          3. สื่อมวลชน
          เราได้ยินปัญหาของสื่อมวลชนอยู่เนือง ๆ เช่น การเขียนเชียร์ดารา หรือผู้มีอุปการะคุณที่ลงโฆษณา หรือที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือการใช้ปากกาเป็นอาวุธในการทำร้ายคนอื่น ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มักเป็นข่าวที่ได้จากการแถลงข่าวของผู้มีส่วนได้ส่วน เสีย การเสนอข่าวอาจคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภคน้อยกว่าผู้จ่ายเงินโฆษณาที่ ทำให้สื่อมวลชนอยู่ได้ หนังสือพิมพ์จึงอาจเป็นเพียง “กระบอกเสียง” หรือเป็นเพียง “กระดาษเปื้อนหมึก” ไปในบางคราว
          สื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือไม่ทุจริต จึงไม่ควรเป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจ นายทุนข้ามชาติ หรือนายทุนในประเทศรายใหญ่ ๆ ที่มุ่งการเสนอข่าวเฉพาะบางมุมบางด้านอันถือเป็นการ “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” และเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อโดยไม่รับผิดชอบ
          4. ห้างสรรพสินค้า
          ห้างสรรพสินค้าที่ขายของราคาแพงเกินเหตุ หลอกขายของที่คุณภาพไม่สมราคา หรือหลอกลวงด้วยกลยุทธลดแลกแจกแถมที่ฉ้อฉล ย่อมถือเป็นการละเมิด กระทำการทุจริตต่อลูกค้า หากสรรพสินค้าที่ไม่ทุจริตก็คือไม่ตั้งราคาสินต้าเกินควรในเชิงเปรียบเทียบ กับคู่แข่ง
          5. นักพัฒนาที่ดิน
          ความคาดหวังของสังคมต่อนักพัฒนาที่ดิน เช่น ผู้ประกอบการบ้านจัดสรรหรืออาคารชุดก็คือ การไม่ฉ้อโกงลูกค้า การไม่ใช้วัสดุหรือการส่งมอบบ้านและบริการสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่มีคุณภาพด้อยกว่าที่โฆษณาไว้ เป็นต้น รวมทั้งการไม่หลอกขายบ้านในราคาที่สูงเกินจริง เป็นต้น นักวิชาชีพ
          6. บริการวิชาชีพ
          บริการวิชาชีพอาจถือเป็น SMEs เราคงเคยได้ยินบริษัทบัญชี หรือผู้ตรวจสอบบัญชีบางราย ฉ้อฉลด้วยการลงลายมือชื่อตรวจสอบบริษัทนับแสนรายต่อปี บริษัทที่ปรึกษา เช่น ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินบางแห่งไม่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงผู้ประกอบวิชาชีพเรียกรับเงินจากลูกค้า หรือร่วมกับ ลูกค้าออกรายงานประเมินโกงธนาคาร หรือร่วมมือกับผู้บริหารธนาคารโกงธนาคารที่ตนบริหารอยู่ เป็นต้น ดังนั้น นักวิชาชีพที่ดีต้องไม่ “พาย-เรือให้โจรนั่ง” แต่ควรดำเนินวิชาชีพตามกฎหมาย ไม่ละเมิดจรรยา-บรรณของวิชาชีพเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
          การควบคุมวิชาชีพนั้น รัฐบาลมักเป็นผู้ดำเนินการควบคุมโดยตั้งเป็นสภาวิชาชีพ เช่น แพทยสภา สภาวิศวกร และสภาสถาปนิก ในประเทศไทยยังมีวิชาชีพอีกหลายแขนงที่ยังไม่มีสภาวิชาชีพ อาจกล่าวได้ว่าในประเทศที่ไม่ค่อยพัฒนา ยังไม่มีระบบควบคุมนักวิชาชีพ เพื่อให้ความไม่มีระบบและขาดการควบคุมนี้ เป็นช่องทางการโกงกินต่าง ๆ โดยใช้นักวิชาชีพเป็นตรายาง (rubber stamp)ต่อไป
การไม่ทุจริตกับ CSR
          หลักการรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ (CSR: Corporate Social Responsibility) ตาม the UN Global Compact ซึ่งเป็นกรอบที่วางโดยองค์การสหประชาชาติ {4} ให้ วิสาหกิจดำเนินตามหลักการ 10 ประการนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อมและการไม่ยอมรับการโกงกิน-สินบน ในขณะนี้มีวิสาหกิจเข้าร่วมลงนามเป็นจำนวนมาก โดยถือเป็นกลุ่มที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในโลก
          วิสาหกิจใดที่ประสงค์จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ UN Global Compact จะต้องลงนามตกลงปฏิบัติตามหลักการ 10 ประการอย่างเคร่งครัด ซึ่งประกอบด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่ง แวดล้อม และการไม่ร่วมมือกับการติดสินบนหรือทุจริต ดังนี้:
          1. ด้านสิทธิมนุษยชน
          หลักข้อที่ 1: ธุรกิจควรสนับสนุนและเคารพการปกป้องสิทธิ-มนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
          หลักข้อที่ 2: ธุรกิจไม่พึงข้อแวะกับการกระทำที่ขัดหลักสิทธิ-มนุษยชน
          2. ด้านมาตรฐานแรงงาน
          หลักข้อที่ 3: ธุรกิจควรส่งเสริมและตระหนักถึงเสรีภาพในการก่อตั้งสหภาพแรงงานของพนักงาน
          หลักข้อที่ 4: ธุรกิจต้องร่วมขจัดการบังคับการใช้แรงงาน
          หลักข้อที่ 5: ธุรกิจต้องร่วมขจัดการใช้แรงงานเด็ก
          หลักข้อที่ 6: ธุรกิจต้องไม่กีดกันการจ้างงานและอาชีพ
          3. ด้านสิ่งแวดล้อม
          หลักข้อที่ 7: ธุรกิจควรสนับสนุนการดำเนินการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม
          หลักข้อที่ 8: ธุรกิจควรแสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ต่อความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม
          หลักข้อที่ 9: ธุรกิจควรส่งเสริมและเผยแพร่เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
          4. ด้านการไม่ยอมรับการทุจริต
          หลักข้อที่ 10: ธุรกิจควรดำเนินไป โดยปราศจากการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ รวมทั้งการบังคับ ขูดรีด และการติดสินบน ทั้งนี้อาจพิจารณาในกรณีภายในวิสาหกิจ และการให้สินบนอันเป็นการทุจริตในวงราชการ ก็เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง
          การปฏิบัติให้ครบถ้วนหรือไม่ละเมิดตามหลักการข้างต้น จึงถือว่าวิสาหกิจนั้น ๆ มี CSR ดังนั้น CSR จึงไม่ใช่การไปทำบุญเอาหน้า หรือสักแต่ทำทีดูแลสิ่งแวดล้อม หรือเลี่ยงไปทำดีทางอื่นในหน้าฉาก แต่หลังฉากกลับขูดรีด ฉ้อฉล เอาเปรียบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยไม่ละอายและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
 ว่าด้วยจรรยาบรรณ
          ในการป้องกันการทุจริตนั้น จรรยาบรรณถือเป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่ง จรรยาบรรณนั้นถือเป็น Solf Law หรือ “กฎหมายอย่างอ่อน” ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย Hard Law แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับมรรยาท มาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณธุรกิจหรืออะไรทำนองนี้ ในวงวิชาชีพต่าง ๆ มี Soft Law ซึ่งสังคมทั่วไปก็เคยได้ยินอยู่บ้าง เช่น จรรยาบรรณแพทย์ มรรยาททนาย มาตรฐานบัญชี เป็นต้น ดังนั้นนักวิชาชีพที่มี CSR ก็คือนักวิชาชีพที่มีการปฏิบัติตาม Soft Law โดยเคร่งครัดจนสร้างความไว้วางใจและความเชื่อถือต่อผู้ใช้บริการและสังคมโดย รวม
          ทำไมจึงมีการบังคับใช้หลักนิติรัฐโดยห้ามละเมิด หรือมีการวางและบังคับใช้ Soft Law โดยเคร่งครัด เหตุผลก็คือเพื่อผู้บริโภคนั่นเอง เพราะในทางกฎหมายก็ถือว่า อำนาจเป็นของปวงชน ในทางรัฐศาสตร์ก็ถือว่า ประชาชนคือเจ้าของประเทศ หรือแม้แต่ในทางการตลาดก็ถือว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” ดังนั้นนักวิชาชีพจึงต้องให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก
          ประชาชนนี้ไม่ใช่สิ่งลอย ๆ แต่หมายถึงผู้บริโภค ลูกค้าของเรานั่นเอง หากประชาชนวางใจใช้บริการ ก็ย่อมถือเป็นมงคลต่อวิสาหกิจ การถือประชาชนเป็นที่ตั้งจึงเป็นหนทางเดียวที่จะพัฒนาธุรกิจหรือวิชาชีพให้ ดีขึ้น เราจึงต้องเริ่มต้นที่ประชาชนก่อน ไม่ใช่ที่ประโยชน์ของนักวิชาชีพ หาไม่นักวิชาชีพก็คงเป็นเพียง “แกงค์” หรือ “ซ่องโจร” ไป
          การควบคุมทางวิชาชีพ ได้แก่:
          1. การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
          หลายท่านคงจำภาพยนตร์เรื่อง “องค์บาก” ได้ ในภาพยนตร์ดังกล่าว มีเรื่องใบอนุญาตเล่นดนตรี ซึ่งตามท้องเรื่องดูน่าขัน แต่ในความเป็นจริงนับเป็นความน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากมีการออกใบอนุญาตในวิชาชีพต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยนั้น วิชาชีพต่าง ๆ ก็จะมีการพัฒนา โดยทั่วไปในแต่ละวิชาชีพก็จะมีการจัดระดับ นักวิชาชีพก็จะพยายามเพิ่มพูนความรู้เพื่อการยกระดับตนเองอยู่เสมอ
          2. การควบคุมการปฏิบัติงานตามวิชาชีพ
          เพื่อให้นักวิชาชีพปฏิบัติงานโดยยึดถือมาตรฐานและจรรยาบรรณ วิชาชีพโดยเคร่งครัด หาไม่จะถูกลงโทษในสถานต่าง ๆ ตั้งแต่การตักเตือนจนถึงการยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หมดทางทำมาหากินในวิชาชีพอีกต่อไป อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาต่าง ๆ ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรควบคุมวิชาชีพ เพราะถือเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่มีผู้ให้บริการทั่วไป เช่น สถาบันการศึกษาในระดับต่าง ๆ ทั้งหลาย หากองค์กรวิชาชีพจัดการศึกษาเสียเอง ก็เท่ากับผู้บริหารองค์กร “ทำมาหากิน” กับการจัดการศึกษา ทำให้ขาดความเป็นกลางในการควบคุมทางวิชาชีพไป
          ในการควบคุมวิชาชีพต่าง ๆ รัฐบาลต้องออกหน้ามาควบคุม โดยเสนอกฎหมายให้มีพระราชบัญญัติวิชาชีพต่าง ๆ และจัดตั้งสภาวิชาชีพตามกฎหมาย เช่น แพทยสภา สภาวิศวกร สภาสถาปนิก สภาวิชาชีพบัญชี เป็นต้น ในแต่ละวงการเช่น แพทย์ อาจมีแพทยสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือมีสมาคมแพทย์เฉพาะทางต่าง ๆ มากมาย แต่เพื่อการควบคุมวิชาชีพที่เป็นกลาง จึงต้องตั้งสภาวิชาชีพ
          สมาคมวิชาชีพ ไม่สามารถเป็นผู้ควบคุมนักวิชาชีพได้ เพราะสมาคมประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าปล่อยให้กรรมการสมาคมซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งหนึ่ง มาคอยตัดสินหรือควบคุมบริษัทคู่แข่งอื่น ก็ย่อมไม่เกิดความเป็นธรรม สมาคมวิชาชีพอาจทำหน้าที่ปกป้องผู้ประกอบวิชาชีพ จัดงานสังสรรค์ หรืออื่น ๆ อย่างสมาคมนักบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย แต่เดิมก็จัดการศึกษา แต่เมื่อมีสภานักบัญชี สมาคมนี้ก็ยุบเลิกไป เพราะไม่มีหน้าที่ควบคุมวิชาชีพ เป็นต้น สมาคมในวิชาชีพอื่นก็อาจยังอยู่ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมวิชาชีพ
          สภาวิชาชีพจะประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐบาลซึ่ง (โดยทางทฤษฎี) ถือเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนนักวิชาชีพ ผู้แทนผู้ใช้บริการ ผู้แทนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น การควบคุมวิชาชีพจึงเป็นเครื่องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของนักวิชาชีพโดย แท้ ในสังคมไทย ยังมีนักวิชาชีพอีกมากที่รัฐบาลยังไม่ได้ควบคุม โดยเฉพาะนักวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน และอาจสร้างความเสียหายได้ในวงกว้าง เช่น ตัวแทนนายหน้า ผู้บริหารทรัพย์สิน ผู้ประเมินค่าทรัพย๋สิน เป็นต้น
          ประเทศที่ขาดการควบคุมทางวิชาชีพ ย่อมเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย ทำให้ปัญหาการฉ้อโกงทั้งในสังคมและการฉ้อโกงชาติเกิดขึ้นอย่างดกดื่น การควบคุมและพัฒนานักวิชาชีพย่อมทำให้นักวิชาชีพมีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำโดยมิชอบ และจะเป็นการช่วยสังคมตรวจสอบความถูกต้องต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
          นอกจากนี้ยังมีจรรยาบรรณทางธุรกิจซึ่งไม่ใช่ของนักวิชาชีพ แต่เป็นของผู้ประกอบการ (Entrepreneurs) เช่น กรณีจรรยาบรรณหอการค้าไทย จรรยาบรรณของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย {5} เป็นต้น
ศีลธรรมไม่ใช่แนวทางการแก้ไข
          ในการแก้ไขปัญหาทุจริต ไม่ใช่แค่ “อมพระมาพูด”  ในเชิงสากล การใช้ศีลธรรมมาแก้ไขปัญหาทุจริตไม่ได้
          1. ขีดจำกัดของการรณรงค์ให้ทำดี
          โดยทั่วไปมีการรณรงค์ให้ประชาชนยึดมั่นในศาสนา กิจกรรมรณรงค์อาจมากขึ้น แต่การเข้าถึงศาสนากลับน้อยลง สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ การยกศาสนาหรือความดีมานำเสนอนั้น คนที่ได้ดีเพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่คนฟังแต่เป็นคนพูด ที่อย่างน้อยก็ได้หน้า ได้ภาพลักษณ์ ยิ่งถ้าพูดหรือสรรหาคำคมได้ประทับใจเพียงใด ยิ่งได้ผลเพียงนั้น ในวงการศาสนา ทุกท่านก็คงเคยได้ยินว่าพระรูปใดที่มีน้ำเสียงการเทศน์ที่ไพเราะก็มักเป็น ที่นิยมของญาติโยม การนี้แสดงว่าเรายังยึดติดอยู่ในเปลือกหรือรูปแบบมากกว่าแก่นหรือสาระ
          การอธิบายเรื่องการทำดีนั้น แทนที่จะเอาความเชื่อทางศาสนามาอ้างอิง เราควรอธิบายโดยอาศัยความเป็นจริง เช่น ความซื่อสัตย์ต่อ ลูกค้านั้นไม่ใช่การทำดีตามที่บัญญัติในหลักศาสนาหรือเพราะกลัวตกนรก แต่ต้องทำในภาคบังคับตามกฎหมาย คือหากไม่ซื่อสัตย์ ฉ้อโกงลูกค้า ก็อาจถูกลูกค้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ทำให้เสียชื่อเสียง ความเชื่อถือหมดไป การทำงานอย่างซื่อสัตย์จึงทำให้ธุรกิจยั่งยืน ลูกค้าต้อนรับและเติบโตต่อไปด้วยบริการหรือสินค้าที่มีคุณภาพสมราคา การอธิบายเช่นนี้จะเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัยบทบัญญัติของศาสนา ใดมากล่าวอ้าง
          2. ไม่ควรอ้างความดีโดด ๆ
          การพร่ำพูดว่าเราควรทำดี (เพิ่มขึ้น) นั้นอาจไม่เกิดประโยชน์นัก  เพราะคนดีก็ทำดีอยู่แล้ว  แต่ปัญหาทุกวันนี้ไม่ใช่อยู่ที่ทำดีน้อยไปแต่อยู่ที่การละเมิดกฎหมายกัน อย่างแพร่หลาย โดยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกลับเอาเอาหูไปนาตาไปไร่ต่างหาก เราจึงควรรณรงค์ป้องกันไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ส่วนช่องโหว่ของกฎหมายที่มีบางคนเล็ดลอดได้ประโยชน์เป็นเพียงส่วนน้อยนิด ซึ่งต้องหาทางอุดหรือปรับปรุงเป็นระยะ ๆ โปรดสังวรว่าการรณรงค์ให้ทำความดีบางครั้งอาจเป็นไปเพื่อซ่อนเร้นการทำชั่ว จนเข้าทำนองอ้างว่ามีคุณธรรมแต่ละเมิดกฎหมาย
          ยิ่งกว่านั้น เราควรรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักปกป้องและหวงแหนสิทธิของตนเองตามกฎหมายและไม่ เฉยชาต่อการกระทำผิดกฎหมายของผู้อื่นที่ส่งผลต่อตนเอง ชุมชน และสังคม การเพิกเฉยหรือละเลยต่อหน้าที่ยังถือเป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่งด้วย และยังเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้หาผลประโยชน์โดยมิชอบและไม่ตระหนักว่าค่า ใช้จ่ายในการแก้ปัญหามากกว่าการป้องกันหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ชีวิตมนุษย์ซึ่งสร้างคนใหม่มาทดแทนคนเก่าไม่ได้ รัฐบาลที่เพิกเฉยเช่นนี้เท่ากับเป็นรัฐบาลที่อยู่ข้างอาชญากรหรือเป็นหัว หน้าอาชญากรเสียเอง
          3. ระวังคนทำดีแต่เป็นอาชญากร
          บางคนดูคล้ายมีคุณธรรม แต่มักละเมิดกฎหมาย! มีคนทำดีมากมายแต่ประกอบอาชญากรรมอยู่เป็นนิจ บริษัทพัฒนาที่ดินบางแห่งอาจดูประสบความสำเร็จ ทำบุญทำกุศลมากมาย เจ้าของก็ดูมีชื่อเสียง ไม่เคยถูกสื่อมวลชนติติง แต่กลับ “รีดเลือดกับปู” ต่อผู้รับเหมา ทำผิดสัญญาก่อสร้างล่าช้าเกินทน หรือส่งมอบบ้านที่ไม่มีคุณภาพ ก่อสร้างแบบสุกเอาเผากินให้ลูกค้า
          อีกกรณีหนึ่งสถาบันการเงินบางแห่งอาจเป็นผู้อุปถัมภ์งานมรดกของ ชาติที่ยิ่งใหญ่หรือทำสาธารณประโยชน์มากมาย แต่ภายในสถาบันการเงินนั้นกลับขาดธรรมภิบาล ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้บริหารโกงสถาบันการเงินของตัวเอง พนักงานเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะกับผู้มาขอกู้ ผู้บริหารให้สินเชื่อเครือญาติโดยไม่มีหลักประกันจนกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อ ให้เกิดรายได้ สุดท้ายสถาบันการเงินแห่งนั้นก็ล้มไป
          4. ระวังทำดีเพื่อปกปิดคนผิดและความผิด
          การทำดีแบบแอบแฝงและไร้ประสิทธิผล นอกจากจะได้ดีเฉพาะคนทำดีแล้ว บ่อยครั้งยังเป็นการช่วยปกปิดความชั่วของคนชั่วที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เสื้อ คลุมของคนดี เช่น เรารณรงค์ปลูกป่ากันใหญ่ แต่ไม่เคยใส่ใจว่า เราจะรณรงค์กันปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ากันอย่างไร ท่านทราบหรือไม่ในปี 2504 มีพื้นที่ป่าไม้อยู่ 273,629 ตร.กม. (53% ของพื้นที่ประเทศไทย) แต่ ณ ปี 2547 เหลืออยู่เพียง 167,591 ตร.กม. (33% ของพื้นที่ประเทศไทย) {6} หรือหายไปเท่ากับ 68 เท่าของพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือเท่ากับเราสูญเสียพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกรวม
แนวทางการแก้ไข
          แนวทางการแก้ไขปัญหาทุจริตของวิสาหกิจเอกชนนั้น สามารถพิจารณาได้ในหลายมิติ อย่างไรก็ตามพึงเริ่มต้นที่ผู้บริหารเป็นอันดับแรก และตามด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด รวมทั้งการตรวจสอบที่เข้มงวด
          1. เริ่มต้นที่ผู้บริหาร
          ผมเคยอ่านหนังสือประวัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งแปลโดย ท่าน สว.รสนา โตสิตระกูลและสามี ว่า ในสมัยพุทธกาล ในราชสำนักของพระเจ้าสุทโธทนะก็มีปัญหาขุนนางทุจริต แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้มากเพราะพวกขุนนางทุจริตเหล่านี้ค้ำจุนบัลลังก์อยู่  ขุนนางเหล่านี้ต่างก็ขับเคี่ยวกันเพื่อมุ่งปกป้องและสร้างฐานอำนาจของตนเอง ไม่ใช่มุ่งขจัดความทุกข์ยากให้ผู้ยากไร้  พระพุทธเจ้าได้เห็นความเป็นจริงข้อนี้จึงไม่คิดที่จะเป็นกษัตริย์ {7}
          การที่จะแก้ปัญหาทุจริตได้ จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นที่ผู้บริหารก่อน หากผู้บริหารมีความตั้งใจ (Strong Commitment) ที่จะแก้ไข  ปัญหาก็อาจได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไป
          2. เน้นที่การปฏิบัติตามกฎหมาย
          การที่จะแก้ปัญหาทุจริตได้ เราต้องบังคับใช้ Hard Laws หรือให้ประเทศมีลักษณะนิติรัฐโดยเคร่งครัด  อย่างไรก็ตามกฎหมายต่าง ๆ อาจมีช่องโหว่บ้าง เราก็ควรแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยอยู่เป็นระยะ ๆ หากไม่แก้ไขข้อกฎหมาย ก็เท่ากับส่งเสริมการทำผิดกฎหมาย เปิดช่องโหว่อยู่ร่ำไป เช่น ในวงการประเมินค่าทรัพย์สิน มีการจัดสอบและจัดการศึกษาให้บริษัทประเมินอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นการทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ช่องโหว่ที่ไม่ได้แก้ก็คือ การปล่อยให้บริษัทมหาชนว่าจ้างบริษัทประเมินกันเอง ซึ่งย่อมมีโอกาสประเมินตามใจชอบ อันอาจทำให้ประชาชนผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ได้ นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าหากเรา “ปลื้ม” กับการทำดีในระดับหนึ่ง (จัดสอบและจัดการศึกษา) แต่ละเลยสาระสำคัญคือ การอุดช่องโหว่ ก็เท่ากับเราเปิดโอกาสให้เกิดการฉ้อฉล
          เราจะหวังให้กฎหมายสมบูรณ์แบบ ไร้ช่องโหว่คงไม่ได้ บางคนอาจอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวบ้าง แต่กรณีนี้ก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก และคงต้อง “ยกประโยชน์ให้จำเลย” ไป เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ จึงไม่ถือเป็นความผิด และกฎหมายทั้งหลายก็มักไม่มีผลย้อนหลัง อย่างไรก็ตามปัญหาส่วนมากที่เกิดขึ้นก็คือ การที่ผู้รักษากฎหมายร่วมมือตีความกฎหมายอย่างบิดเบี้ยวเพื่อฉ้อฉลมากกว่า เช่น การสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ต้องห้ามบางบริเวณตามผังเมือง ด้วยการหลีกเลี่ยงไปสร้างเป็นบ้านเดี่ยวที่ดูคล้ายอาคารพาณิชย์โดยแต่ละหลัง ห่างกันแค่คืบเดียว กรณีเช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน แต่ผู้รักษากฎหมายคงตีความส่งเดช หรือ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” มากกว่า
          ข้อพึงสังวรประการสำคัญก็คือเราจะให้ใครมาละเมิดกฎหมายที่มีอยู่ ไม่ได้ หาไม่ก็จะเป็นการยอมรับอาชญากรรม ดังนั้น เราจึงต้องเริ่มต้นที่การทำให้ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ก่อนเพื่อยึด ถือปฏิบัติตามกติกาที่ชอบธรรมฉบับเดียวกัน ผู้ไม่ยึดถือกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมไม่มีคุณธรรมหรือจริยธรรม เพราะการละเมิดกฎหมายเป็นการล่วงเกินหรือเอาเปรียบบุคคลอื่น เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้สังคมโดยรวม
          3. พัฒนาระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง
          ลำพังการมีกฎหมาย (Hard Law) ที่ทันสมัย มีบทลงโทษที่เข้มงวดโดยไม่เลือกปฏิบัติ และการมีจรรยาบรรณ (Soft Law) ที่ชัดเจนในแต่ละวิชาชีพเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันหรือแก้ไขปัญหาทุจริต ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง เข็มงวด ต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างแท้จริง การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะเป็นการป้องปรามในลักษณะ “เขียนเสือให้วัวกลัว” แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ควรดำเนินการต่อเนื่องเพื่อประกันระบบคุณภาพให้เข้าที่และ อยู่กับร่องกับรอยอย่างสม่ำเสมอ
          ระบบตรวจสอบสามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบคือ
  • การตรวจสอบภายใน โดยใช้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในวิสาหกิจเองเป็นผู้ดำเนินการ โดยผู้ตรวจสอบต้องมีความเป็นอิสระ และขึ้นอยู่กับผู้บริหารสูงสุดในวิสาหกิจ การใช้ผู้ตรวจสอบภายในซึ่งคุ้นเคยกับวิสาหกิจของตนเอง จะช่วยให้สามารถค้นพบข้อผิดพลาดหรือกรณีทุจริตต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
  • การตรวจสอบภายนอก ทั้งนี้ใช้ในกรณีที่การตรวจสอบภายในอาจมีข้อบกพร่อง หรือใช้ในกรณีการตรวจสอบการตรวจสอบภายใน รวมถึงการเพิ่มมุมมองใหม่ ๆ จากภายนอกเพื่อให้ปัญหาทุจริตสามารถได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีนี้จึงอาจว่าจ้างผู้ตรวจสอบจากภายนอก เพื่อให้มุมมองที่แตกต่างออกไป
กรณีศึกษาส่งท้าย
          ในฐานะที่ผมเคยเป็นที่ปรึกษาในต่างประเทศให้กับรัฐบาลเวียดนาม อินโดนีเซีย และบรูไน ผมได้พบเห็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจหลายประการ แต่บางประการอาจอ้างอิงชื่อประเทศไม่ได้เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อ ชื่อเสียงของประเทศนั้น ๆ  อย่างไรก็ตามมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ 2 กรณีที่พึงอ้างอิงได้ เพราะเป็นข่าวที่ลงในสำนักข่าวต่างประเทศมาแล้ว
          1. กรณีกัปตันเวียดนามแอร์ไลน์
          ในกรณีนี้กัปตันดังกล่าว ซื้อเครื่องเสียงจากต่างประเทศเข้าประเทศของตนเอง แต่ทางราชการเวียดนามจับได้ กัปตันผู้โชคร้ายดังกล่าวถูกไล่ออก  ทั้งที่ราคาเครื่องเสียงเป็นเงินเพียงราวแสนกว่าบาทเท่านั้น กรณีนี้ผิดกับในบางประเทศที่เจ้าหน้าที่การบินนำสินค้าหนีภาษีเข้าประเทศจน ผู้ค้าสินค้าหนีภาษีประกอบกิจการจนร่ำรวย
          2. กรณีนักฟุตบอลทีมชาติ {8}
          เมื่อคราวแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่กรุงมนิลา พ.ศ.2548 นักฟุตบอลทีมชาติเวียดนามได้รับการติดสินบนให้ชนะพม่าเพียง 1:0 และผลการสอบสวนพบว่านักฟุตบอล 8 คนมีความผิด โดย 2 คนติดคุก (ขณะนี้ยังไม่ออกจากคุก) ท่านจะสังเกตได้ว่าเรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย!
          จากกรณีตัวอย่างเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า วันหนึ่งเวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะประเทศของเขาพยายาม “ปัดกวาดบ้าน” ทำความสะอาดระบบต่าง ๆ ภายในประเทศจนการทุจริตลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามสูงขึ้นกว่าไทยในอนาคต
          การแก้ไขปัญหาทุจริตต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เป็นระบบ ไม่ใช่เพียงแค่การรณรงค์ให้คนทำดี มีศีลธรรม ต้องมีมาตรการป้องปรามที่ดีจึงจะเกิดผล  การแก้ไขปัญหาทุจริตนี้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อความสามารถในการแข่งขันที่เป็น ธรรมของภาคธุรกิจไทย ทำให้ประเทศชาติของเรารุดหน้าไปอย่างยั่งยืน
เกี่ยวกับผู้เขียน
* ดร.โสภณ พรโชคชัย วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ที่ดิน-ที่อยู่อาศัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ประกาศนียบัตร การประเมินค่าทรัพย์สินจากสถาบันนโยบายที่ดินลินคอล์น และการพัฒนาที่อยู่อาศัยจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกลูแวง ปัจจุบันเป็นผู้บริหารธุรกิจเอกชนในฐานะประธานศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA ในทางสังคมเป็นกรรมการหอการค้าสาขาจรรยาบรรณ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่ปรึกษาสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นประธานกรรมการมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นอุปนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์นานาชาติ เป็นที่ปรึกษาสถาบันประเมินค่าทรัพย์สินแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาซึ่งจัดตั้ง โดยสภาคองเกรส เป็นต้น ดร.โสภณได้มีโอกาสช่วยราชการสำนักงาน ปปช. โดยเป็นวิทยากรและเป็นประธานคณะทำงานดำเนินการรวบรวมข้อมูลและจัดทำเอกสาร สื่อประชาสัมพันธ์
หมายเหตุ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ "คุณธรรม นำธุรกิจ" สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร: 2522 200 หน้า หน้า 23-34.

บทความเรื่อง การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ


บทความเรื่อง การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจในปัจจุบัน ต้องให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าหลายบริษัทได้ให้ความสำคัญในด้านการบริหารความเสี่ยงมากยิ่ง ขึ้น เพราะการที่ธุรกิจจะลงทุนใน สิ่งใดแล้ว   ผลที่ธุรกิจต้องการก็คือผลตอบแทนสูงสุด  หรือมีกำไรสูงสุด แต่การที่ธุรกิจจะมีกำไรสูงสุดหรือมีผลตอบแทนสูงสุดเท่านั้นยังคงไม่พอในการ บริหารจัดการธุรกิจในยุคปัจจุบัน การบริหารธุรกิจในปัจจุบันจะเน้นที่ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็น สำคัญ เพราะการที่บริษัทมีกำไรที่มากหรือผลตอบแทนสูงไม่ได้แสดงถึงผู้ถือหุ้นของ บริษัทจะได้รับประโยชน์สูงสุดด้วย  แต่หากมองในมุมที่กลับกัน  ถ้าผู้ถือ หุ้นมีความมั่งคั่งดี แสดงว่าธุรกิจนั้นมีการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี

หากเราจะเริ่มต้นในการวัดความเสี่ยงอย่างง่ายๆ เราคงต้องเริ่มพิจารณาจากการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน

ความเสี่ยงของธุรกิจ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่งที่บริษัทคาดว่าจะเกิดขึ้น  แต่ผลกลับไม่เป็นไปตาม ที่คาดหมายเอาไว้ตั้งแต่แรก เช่นบริษัทคาดว่าในปีนี้ จะทำกำไรได้สูงกว่าปีอื่นๆ แต่ผลการดำเนินการออกมาไม่เป็นไปดังที่คาดเอาไว้ แสดงว่าการคาดการณ์ของบริษัทนั้นมีความเสี่ยง  สาเหตุที่ทำให้บริษัทไม่ได้ กำไรตามที่คาดการณ์ไว้นั้นอาจมาจากหลายสาเหตุ  เช่น สถานการณ์ทางการตลาด  ราคาวัตถุดิบ  การผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้การค้า ฯลฯ ซึ่งจะต้องทำการวิเคราะห์ต่อไป

ดังนั้น หากธุรกิจใดสามารถประมาณการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้  ธุรกิจนั้นก็จะ สามารถบริหารจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นได้เช่นเดียวกัน เมื่อบริษัทสามารถประเมิณค่าความเสี่ยงได้แล้วนั้น บริษัทก็จะสามารถพยายามปรับลดค่าความเสี่ยงให้เข้าสู่ค่าความเสี่ยงที่ บริษัทสามารถยอมรับได้ โดยการปรับค่าความเสี่ยงนั้น อาจทำได้โดยการลดกิจกรรมต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในอนาคต เช่น ลดการสต็อกสินค้าเกิน ความจำเป็น เพราะจะก่อให้เกิดความสูญเสีย  เมื่อบริษัทเกิดอัคคีภัย หรือราคาสินค้าดังกล่าวนั้นมีราคาที่ลดลงในอนาคต หรือในทางกลับกัน บริษัทอาจเพิ่มกิจกรรมที่ทำให้บริษัทสามารถปกป้องไม่ให้เกิดค่าเสี่ยงขึ้น เช่น การซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า  การซื้อหรือขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ฯลฯ

การวัดหาค่าความเสี่ยงนั้น เราสามารถใช้เครื่องมือทางการคำนวณ เพื่อช่วยในการวัดหาค่าความเสี่ยงได้  เช่น ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน (Standard Deviation) ค่าเบต้า (Beta) ฯลฯ

หากเราจะเริ่มต้นในการวัดความเสี่ยงอย่างง่ายๆ เราคงต้องเริ่มพิจารณาจากการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน ว่าการทำธุรกิจในแต่วันนั้นมีความเสี่ยงเพียงใด    และเราจะสามารถลดความเสี่ยงดังกล่าวได้หรือไม่  สมมติหากเราเป็นธุรกิจ ประกอบร้านอาหาร ยอดขายในแต่ละวันนั้นจะมียอดขายที่ไม่สม่ำเสมอทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของ วัน  เช่น ร้านอาหารมักจะขายดีในช่วงวันศุกร์  ถึงวันอาทิตย์ เพราะเป็นช่วงวันที่คนโดยทั่วไปนิยมใช้เป็นวันพบประสังสรรค์ระหว่างเพื่อน ร่วมงาน เพื่อนสมันเรียน  ครอบครัว ฯลฯ แต่ในช่วงของวันจันทร์ ถึงวันพฤหัสบดี ร้านอาหารจะมียอดขายที่ต่ำกว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดพิเศษในเทศกาลต่างๆ

หากเราเป็นผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและวันที่เรากำลังจะพิจารณากันนั้นเป็นวันศุกร์ และเป็นวันสิ้นเดือน (เงินเดือน ออก) การประมาณการของร้านอาหารโดยทั่วไปจะต้องประมาณการว่ากิจการในวันนี้จะต้อง ขายดี แต่การประมาณการยอดขายนั้นอาจไม่เป็นไปตามที่ประมาณการไว้ ด้วยหลากหลายสาเหตุ เช่น สภาพภูมิอากาศ สภาพการจราจร ฯลฯ ดังนั้นความเสี่ยงของธุรกิจร้านอาหารอาจเกิดขึ้นได้โดย  การเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วของสภาพอากาศเช่น ในช่วงฤดูฝนตกในวันใดวันนั้นจะมียอดขายต่ำกว่าปกติ

ดังนั้นการประมาณการยอดขายในแต่ละวัน  ตลอดจนผลกำไรในแต่ละวันของร้านอาหาร จะต้องมีการประเมิณขึ้น  เพื่อประมาณการยอดขายวันดังกล่าวมีโอกาสที่จะเกิด ฝนตกขึ้นการประมาณการยอดขายจะเปลี่ยนไปจากสภาวะปกติ ซึ่งการประมาณการนั้น โดยปกติยอดขายของร้านอาหารจะต้องต่ำกว่าการที่มีสภาพภูมิอากาศปกติ

จะเห็นได้ว่าเมื่อผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพภูมิอากาศ ร้านอาหารก็จะเกิดความเสี่ยงขึ้น เพราะรายได้และผลตอบแทนเกิดความไม่แน่นอนตามสภาพของภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป  เป็นต้น

อ้างอิง จาก : หนังสือพิมพ์บิสิเนสไทย ฉบับวันที่ 20-26 กุมภาพันธ์ 2549
ดร.กิตติพันธ์  คงสวัสดิ์เกียรติ  ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสาทรธานี มหาวิทยาลัยรังสิต